มิติสิ่งแวดล้อม

โครงการเซ็นทรัล กระบี่ – ต้นแบบศูนย์การค้าคาร์บอนต่ำ (Thailand’s First Prototype of a Sustainable Mall)

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นขับเคลื่อนกลยุทธ์ ESG อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการกำหนดเป้าหมายตามมาตรฐาน SBTi ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งเงินทุนสีเขียว และเพื่อเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการจัดการและลดก๊าซเรือนกระจกขั้นสูงสุด บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการ Green Real Estate Investment Portfolios (GRIP) ของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) โดยกำหนดให้ โครงการเซ็นทรัล กระบี่ เป็นโครงการนำร่อง ที่บูรณาการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้

1. การมุ่งสู่มาตรฐานอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ หรือ EDGE Zero Carbon

บริษัทฯ บูรณาการกลไกราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) โดยใช้เทคนิคราคาเงา (Shadow price) ที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เข้ามาคำนวณในแบบจำลองทางการเงิน นำไปสู่การจัดสรรงบลงทุนเพื่อความยั่งยืน เพื่อยกระดับสเปกงานวิศวกรรม ดังนี้

  • ด้านพลังงาน โดยออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Semi-Outdoor เพื่อพึ่งพาลมธรรมชาติ (Passive Design) ควบคู่กับการติดตั้งระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูง (High Efficiency Chiller with Cooling Tower) และขยายพื้นที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์กว่า 14,400 ตารางเมตร กำลังการผลิตรวมกว่า 3.2 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงที่สุดในเครือเซ็นทรัลพัฒนา คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของโครงการเซ็นทรัล กระบี่
  • ด้านการจัดการน้ำ พัฒนาระบบประปาและสถานีสูบน้ำใหม่เพื่อลดการใช้น้ำบาดาล พร้อมติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสียประสิทธิภาพสูง ซึ่งช่วยลดการใช้น้ำรวมของโครงการได้กว่าร้อยละ 25

2. การประเมินคาร์บอนแฝงเชิงลึกและการใช้วัสดุรักษ์โลก

บริษัทฯ ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ( WSP ) ในการประเมินคาร์บอนแฝงตลอดวงจรชีวิตอาคาร (Life Cycle Assessment: LCA) โดยเจาะลึกในขอบเขต ระยะ A1-A5 ซึ่งถือเป็นคาร์บอนเริ่มต้นก่อนการเปิดใช้อาคาร (Upfront Carbon) ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการสกัดวัตถุดิบ การผลิตวัสดุ (A1-A3) ไปจนถึงการขนส่งและกระบวนการก่อสร้างหน้างาน (A4-A5) ในส่วนของโครงสร้างชั้นใต้ดิน โครงสร้างหลัก เปลือกอาคาร และงานตกแต่งภายใน ให้สอดคล้องกับระเบียบวิธีของ SBTi เพื่อสร้างฐานข้อมูลความเข้มข้นของคาร์บอนแฝง (Embodied Carbon Intensity - ECI) โดยมีผลการวิเคราะห์และกลยุทธ์เชิงรุก ดังนี้

  • การสร้างเกณฑ์มาตรฐานและระบุจุดวิกฤต จากแบบจำลอง LCA พบว่าโครงการเซ็นทรัล กระบี่ มีค่า ECI ที่ 339 kgCO2e/m² โดยจุดวิกฤตที่สร้างผลกระทบสูงสุดคือ งานโครงสร้างอาคาร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 75 ของผลกระทบทั้งหมด รองลงมาคืองานเปลือกอาคาร ที่ร้อยละ 25 ข้อมูลเชิงลึกนี้ช่วยให้บริษัทฯ มีฐานข้อมูลที่ชัดเจนสำหรับการนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลในการพัฒนาโครงการอนาคตต่อไป
  • นำผลประเมินที่ได้ ไปใช้ในการกำหนดกลยุทธ์การลดคาร์บอนแฝง อาทิ
    • มุ่งเน้นวัสดุเป้าหมายหลัก โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงการออกแบบและลดการใช้วัสดุที่มีคาร์บอนสูง เช่น คอนกรีต เหล็ก อะลูมิเนียม และวัสดุตกแต่งโลหะ
    • การจัดซื้อวัสดุคาร์บอนต่ำ โดยบรรจุเงื่อนไขการจัดซื้อให้พิจารณาวัสดุที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (EPDs) ในแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของบริษัทฯ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพ (Bio-based content) ในการก่อสร้างหรือปรับปรุงโครงการ
    • ส่งเสริมหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยนำชิ้นส่วนอาคารและวัสดุกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อบูรณาการวัสดุตกแต่งภายในเข้าสู่กระบวนการประเมินคาร์บอนแผงในอนาคต
    • ผสานความร่วมมือตั้งแต่ต้นน้ำ โดยทำงานร่วมกับสถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมาอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ระยะเริ่มต้นโครงการ เพื่อร่วมกันประเมินทางเลือกโครงสร้างอาคารนวัตกรรมใหม่ๆ อันจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการลดคาร์บอนแฝงได้มากขึ้น
  • การใช้วัสดุรีไซเคิลและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ในการตกแต่งภายใน เช่น การใช้แหอวนรีไซเคิล, การทำม้านั่งและกระถาง Terrazzo จากเศษขวดแก้วเหลือใช้ รวมถึงการนำเศษเปลือกหอยและกระดองปูมาเป็นส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับศิลปินท้องถิ่นนำภูมิปัญญาชุมชน เช่น เรือหัวโทง และลายผ้าบาติก มาผสานในการออกแบบเพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของกระบี่

3. เส้นทางสู่การรับรองระดับโลก

จากการลงทุนเชิงป้องกันดังกล่าว ประเมินว่าโครงการเซ็นทรัล กระบี่ จะสามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้มากกว่าร้อยละ 40 ลดการใช้น้ำกว่าร้อยละ 30 และลดการปล่อยคาร์บอนแฝงจากวัสดุก่อสร้างกว่าร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับมาตรฐานอาคารทั่วไปของมาตรฐานอาคารเขียว EDGE ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าหมายนำโครงการนี้เข้ารับการตรวจประเมินเพื่อขอการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากลในระดับ EDGE Zero Carbon จาก IFC ภายในปี 2569-2570 ซึ่งจะเป็นเครื่องยืนยันเชิงประจักษ์ในการพัฒนาอาคารคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริง


4. การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อชุมชน

ในฐานะสมาชิกเครือข่ายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ CECI (Circular Economy in Construction Industry) และ Thailand Climate Business Network หรือ Thai CBN บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับสมาชิกจากทั้งสองเครือข่ายในการต่อยอดความสำเร็จจากโครงการต้นแบบก่อนหน้าทั้งภายใต้โครงการของบริษัทฯ และจากความสำเร็จของสมาชิกภายในกลุ่ม สู่การสร้างนวัตกรรมเพื่อชุมชนที่เซ็นทรัล กระบี่ ดังนี้

  • นวัตกรรม Green Road สายแรกของภาคใต้ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเซ็นทรัลพัฒนา เทศบาลเมืองกระบี่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ CPAC (SCG) นำขยะพลาสติกที่รีไซเคิลไม่ได้กว่า 2.5 ตัน และไบโอชาร์ จากถ่านชีวมวลภาคเหนือปริมาณ 5.8 ตัน มาเป็นส่วนผสมในการทำถนนรักษ์โลกด้านหลังศูนย์การค้าเซ็นทรัล กระบี่ นวัตกรรมนี้ช่วยสร้างมูลค่าใหม่ให้ขยะและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 25.89 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ใหญ่กว่า 1,250 ต้นต่อปี)
  • Zero Waste to Landfill โดยการยกระดับการจัดการขยะร่วมกับจังหวัดกระบี่ และพันธมิตรภายใต้โครงการ Krabi Go Green สร้างสรรค์ผลงาน Eco-Art Hording บนป้ายแนวรั้วโครงการในช่วงก่อสร้าง ซึ่งสร้างสรรค์จากขยะพลาสติกในทะเลกว่า 3,500 ชิ้น เท่ากับ 360 กิโลกรัม อาทิ ขวด PET, HDPE, PP, ฝาขวด, ถุงพลาสติก, เชือก และเศษอวน โดยออกแบบเป็นภาพสัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์ในทะเลกระบี่ เช่น วาฬบรูด้า ฉลามวาฬ และเต่ามะเฟือง นอกจากนั้น ยังนำขยะอวนประมงที่ไม่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำเป็นวัสดุตกแต่งภายใน และรีไซเคิลเป็นเม็ดพลาสติกต่อยอดผลิตเป็นชุดพนักงานของบริษัทฯ และร่วมกับแบรนด์ร้านค้าผลิตสินค้าแฟชั่นคอลเลกชั่นพิเศษ รวมถึงสนับสนุนผลผลิตท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

หมายเหตุ: รู้จักกับมาตรฐาน EDGE และการทวนสอบอิสระ

EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) คือมาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล พัฒนาโดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กลุ่มธนาคารโลก เพื่อมุ่งลดการใช้พลังงาน น้ำ และคาร์บอนแฝงในวัสดุก่อสร้าง จุดเด่นสำคัญคือทุกโครงการต้องผ่านการทวนสอบจาก ผู้ตรวจประเมินอิสระภายนอก (Independent Third-party Auditor) ที่ได้รับอนุญาตจาก EDGE เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใส ความถูกต้องของข้อมูล และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนว่าผลสัมฤทธิ์ด้านการประหยัดทรัพยากรเป็นไปตามมาตรฐานระดับโลกอย่างแท้จริง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://edgebuildings.com/about/about-edge/