เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
1.3%
ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าภายใต้การควบคุมของบริษัทฯ เทียบกับปี 2567
25%
ลดความเข้มข้นของการใช้ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับปีฐาน 2558
เป้าหมาย

ระยะสั้น ปี 2568: 5%

ลดการใช้ไฟฟ้าลงเทียบกับปี 2567

ระยะสั้น ปี 2568: 20%

ลดความเข้มข้นของการใช้ไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่เฉพาะส่วนที่ใช้โดยบริษัทฯ (ส่วนที่ควบคุมได้) เทียบกับปี 2558

ระยะกลาง ปี 2577: 147 กิโลวัตต์-ชั่วโมง / ตร.ม. / ปี

อัตราส่วนการใช้พลังงานไฟฟ้า

(ค่าเฉลี่ยเฉพาะโครงการใหม่ตั้งแต่ปี 2567)
ผลการดำเนินงาน
3.62%
สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนต่อการใช้พลังงานในอาคารทั้งหมด
เป้าหมาย

ระยะสั้น ปี 2568: 4.5%

ระยะกลาง ปี 2577: 10%

ระยะยาว ปี 2593: 90%

สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารทั้งหมด

ความท้าทายและโอกาส

ในโลกที่การใช้พลังงานมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจและสิ่งแวดล้อม บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านพื้นที่ติดตั้งแผงโซลาร์ ความซับซ้อนของกฎระเบียบพลังงาน และความท้าทายในการปรับโครงการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาอาคาร นอกจากนี้ การขยายตัวของศูนย์การค้าและจำนวนผู้มาใช้บริการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้การใช้พลังงานสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องหาแนวทางใหม่ที่ช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่กระทบต่อประสบการณ์ของลูกค้า อีกทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวมีต้นทุนสูงในระยะแรก และยังต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เช่าเพื่อให้การใช้พลังงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

บริษัทฯ ตระหนักดีว่าในทุกความท้าทายมีโอกาสซ่อนอยู่ บริษัทฯ เล็งเห็นว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่ยังสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การใช้พลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็น Solar Rooftop, Solar Carport รวมถึงนวัตกรรมอย่าง BIPV และ Solar Films มีช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลก็ยังเข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการตรวจสอบและบริหารจัดการพลังงานอย่างแม่นยำ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเหล่านี้จึงควรต้องได้รับการศึกษาและพิจารณาถึงโอกาสและความคุ้มค่าในการลงทุน นอกจากนี้ การให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน เช่น โครงการ The Power of Dream ล้วนเป็นโอกาสในการลดต้นทุนทางธุรกิจทั้งสิ้น

ความท้าทายทางธุรกิจและปฏิบัติการ

  • การรักษาสมดุลการเติบโตและประสิทธิภาพในการบริหารและจัดการพลังงาน เนื่องจากการขยายพอร์ตโฟลิโอและปริมาณผู้ใช้บริการ (Footfall) ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทฯ ต้องควบคุมความเข้มข้นของการใช้พลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) โดยต้องไม่กระทบต่อความสมดุลทางความร้อนและประสบการณ์ของลูกค้า
  • ข้อจำกัดด้านพื้นที่และกฎระเบียบด้านพื้นที่หลังคาในบางโครงการ อีกทั้งข้อจำกัดด้านการเปิดเสรีโครงข่ายไฟฟ้า (Delayed Liberalization of Third arty Access: TPA) ของภาครัฐ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่เปิดเสรีให้ภาคเอกชนสามารถใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าส่วนรวมเพื่อส่งผ่านพลังงานสะอาด ข้ามพื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถใช้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์จากพื้นที่ที่รอการพัฒนาได้อย่างเต็มที่
  • ต้นทุนเทคโนโลยีที่สูง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับการให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวจากผู้เช่า เนื่องจากเทคโนโลยีอาคารเขียวต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะเริ่มต้น และต้องอาศัยความร่วมมือเชิงพฤติกรรมจากผู้เช่า เพื่อให้การจัดการพลังงานทั้งอาคาร สอดคล้องกัน

โอกาสทางธุรกิจและการสร้างมูลค่า

  • การเพิ่มกำไรผ่านความเป็นเลิศทางปฏิบัติการ โดยบริษัทฯ เปลี่ยนเป้าหมายการประหยัดพลังงานให้เป็น ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านความยั่งยืน (ROSI) ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงต้นทุนค่าสาธารณูปโภค และส่งผลบวกโดยตรงต่ออัตรากำไรขององค์กร
  • การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและพนักงาน โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, IoT และ BMS มาบริหารจัดการพลังงานอย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนวัตกรรมจากภายใน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานร่วมคิดค้นโซลูชันด้านพลังงานผ่านโครงการ "Dream Team"
  • นวัตกรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยการก้าวข้ามข้อจำกัดด้านพื้นที่ด้วยนวัตกรรมทางเลือก เช่น โซลาร์บูรณาการกับอาคาร (BIPV) ฟิล์มโซลาร์ (Solar Films) เพื่อใช้เป็นกลไกป้องกันความเสี่ยงจากค่าไฟผันผวน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และศึกษาความคุ้มค่าของเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage Systems: BESS) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Microgrid) เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การซื้อขายไฟฟ้าเสรีแบบ Peer-to-Peer (P2P) หากภาครัฐอนุมัติให้ดำเนินการได้

การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงเรื่องของธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญสู่อนาคตที่ยั่งยืน

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) พร้อมเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตขององค์กรและการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกย่างก้าวของเราส่งต่อคุณค่าให้กับสังคมและโลกใบนี้

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายระดับโลก บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์เพิ่มการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในทุกกระบวนการดำเนินงาน รวมถึงได้นำแนวทางการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) มาใช้ในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 14064-1

เป้าหมายด้านพลังงานของบริษัทฯ ได้ถูกบูรณาการอย่างชัดเจนในกลยุทธ์ความยั่งยืนขององค์กรภายใต้แนวทาง Better Planet ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกลยุทธ์หลักของบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วย Better People, Better Planet, Strong Governance โดยมีการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ด้านการลดการใช้พลังงานและการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไว้อย่างชัดเจน พร้อมวางตัวชี้วัด (Key Performance Indicators: KPIs) และรายงานผลลัพธ์ต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังดำเนินการประเมินผลกระทบและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านกระบวนการ Double Materiality Assessment เพื่อเสริมความเข้าใจต่อความเสี่ยงในระยะยาว และสามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทภายนอก

บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน ผ่านกรอบการทำงานที่เป็นระบบ โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานภายในและตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดังนี้

นโยบายและการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล

บริษัทฯ บริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบผ่านวงจรคุณภาพ PDCA (Plan-Do-Check-Act) มีการยื่นขอรับรองมาตรฐานระบบการจัดการด้านพลังงาน (ISO 50001) และใช้แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูล Building Management System (BMS) เป็นศูนย์กลางในการติดตามประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการตั้งคณะกรรมการด้านพลังงานประจำสาขา เพื่อควบคุม ปรับปรุง และประเมินผลการใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับเป้าหมายระดับองค์กร

โครงสร้างการใช้พลังงาน

บริษัทฯ บริหารจัดการแหล่งพลังงาน 2 ประเภทหลัก เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านต้นทุน ได้แก่

  • แหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ พลังงานไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง สำหรับระบบปรับอากาศ และแสงสว่างหลัก และพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ได้แก่ น้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองกรณีฉุกเฉิน ยานพาหนะ และในการซ้อมแผนเผชิญเหตุ และก๊าซหุงต้ม LPG ในศูนย์อาหาร และร้านค้า
  • แหล่งพลังงานหมุนเวียน ได้จากการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อใช้เป็นพลังงานเสริมและลดภาระช่วงการใช้ไฟฟ้าเวลากลางวัน
การแบ่งขอบเขตการบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของผู้เช่า

บริษัทฯ แบ่งขอบเขตการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าออกเป็น 2 ส่วนหลัก ตามความสามารถในการควบคุม ได้แก่

  • พื้นที่ส่วนกลางและระบบปรับอากาศ ซึ่งดำเนินการควบคุมโดยบริษัทฯ ผ่านการบังคับใช้มาตรการอนุรักษ์พลังงานเชิงวิศวกรรมใน 6 มิติ
  • พื้นที่ผู้ประกอบการและผู้เช่า โดยกำหนดกลยุทธ์ความร่วมมือเพื่อประสิทธิภาพทางพลังงาน ตามมาตรฐาน Green Lease สากล อาทิ

    • กำหนด Green Fit-out Standards โดยบูรณาการข้อกำหนดการเลือกใช้อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงใน Tenant Design Guidelines ซึ่งมุ่งเน้นให้ใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟมาตรฐานเบอร์ 5 หรือเทียบเท่า และระบบส่องสว่าง LED 100% พร้อมสนับสนุนการออกแบบพื้นที่ตามเกณฑ์มาตรฐานอาคารเขียวสากล อาทิ LEED, TREES-CS และ EDGE และมาตรฐานระดับสากลอื่นๆ
    • ส่งเสริมความเป็นธรรมในการใช้พลังงานผ่านระบบมิเตอร์ย่อย หรือ Sub-metering ที่ได้มาตรฐาน กำหนดจัดเก็บค่าไฟฟ้าตามการใช้งานจริง (Pay-per-use) ซึ่งช่วยกระตุ้นการบริหารจัดการพลังงานในระดับพื้นที่เช่าอย่างมีประสิทธิภาพ
    • เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการ Central Pattana Green Partnership โดยผู้เช่า และบริษัทฯ ต่างยินยอมเปิดเผยข้อมูลการใช้พลังงานระหว่างกันเพื่อใช้ในการทำรายงานด้านความยั่งยืนของแต่ละองค์กร
    • จัดกิจกรรม วันพลังงาน (Energy Day) ประจำปีในทุกสาขา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างคุ้มค่า ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมขององค์กร
มาตรการอนุรักษ์พลังงาน

บริษัทฯ ควบคุมการใช้พลังงานในพื้นที่ส่วนกลางอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตามกรอบมาตรการวิศวกรรม 6 มิติ

  • กรอบและเปลือกอาคาร (Building Frame) เน้นมาตรการปรับปรุงเปลือกและกรอบอาคารตามหลักสถาปัตยกรรม (Passive Design) ป้องกันการนำและแผ่ความร้อนเข้าสู่ตัวอาคาร เช่น

    • ติดตั้งฉนวนกันความร้อนบริเวณหลังคาและผนังอาคารเพิ่มเติม
    • เลือกใช้ Active Skylight ควบคุมช่องรับแสงธรรมชาติ และติดตั้งผ้าใบคลุมหลังคา Skylight เพื่อลดความร้อน
    • นวัตกรรมบูรณาการแผงโซลาร์เซลล์มาบังผิวหลังคาเมทัลชีทและพื้นคอนกรีต ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านทานรังสีความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในอาคาร
  • การจัดการลมร้อน (Hot Air Intake) โดยการบริหารจัดการลดลมร้อนที่เข้าสู่อาคาร และปรับปรุงระบบสมดุลอากาศ (Air Balance) ให้มีประสิทธิภาพ โดยทดลองติดตั้งนวัตกรรม HVAC Air Scrubber ในระบบเติมอากาศ ซึ่งช่วยลดภาระความร้อนที่พัดพาเข้าสู่อาคาร และสร้างผลพลอยได้ให้เครื่องปรับอากาศทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

  • การดูแลประสิทธิภาพเครื่องจักร (Machine Efficiency) โดยยกระดับประสิทธิภาพเครื่องจักรหลัก พร้อมทดลองติดตั้งและพัฒนานวัตกรรมวิศวกรรมเพื่อประหยัดพลังงาน อาทิ

    • ปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องทำน้ำเย็นประสิทธิภาพสูง ที่ใช้สารทำความเย็นที่มีผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อน (GWP) ในระดับที่ต่ำมาก พร้อมเปลี่ยนอุปกรณ์ Filler ที่หอระบายน้ำเย็น
    • ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบมอเตอร์ ที่เครื่องส่งลมเย็น (AHU) และเปลี่ยนมอเตอร์ปั๊มเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูง
    • ติดตั้งระบบปรับอากาศแบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่รับไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์โดยตรง เพื่อใช้ทดแทนเครื่องปรับอากาศแบบแยกส่วนในห้องควบคุมระบบลิฟต์
  • การปฏิบัติและการควบคุม (Operation) โดยควบคุมการเดินเครื่องด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ (Building Management System: BMS) พร้อมกำหนดมาตรฐานการทำงานเชิงลึก 3 มิติ ได้แก่

    • ด้านเทคนิคและนวัตกรรม เช่น ต่อยอดจากระบบ BMS ไปสู่โครงการ AI Chiller Plant Optimization โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI Software) มาประมวลผลข้อมูล Real-time จากเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น (IoT) เพื่อควบคุมการทำน้ำเย็นอัตโนมัติให้สอดคล้องกับภาระความร้อนจริง
    • ด้านกระบวนการ เช่น ติดตั้งระบบควบคุมเครื่องปรับอากาศ และปรับปรุงกระบวนการทำงานของเครื่องจักรให้สัมพันธ์กับปริมาณความร้อนในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม โดยยังคงรักษาสภาวะความสบาย ของผู้ใช้บริการ
    • ด้านพฤติกรรมและศักยภาพบุคลากร โดยการจัดอบรมหลักสูตรด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน รวมถึง ISO 14001 และ ISO 50001 อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างวัฒนธรรมการอนุรักษ์พลังงานอย่างยั่งยืน
  • การบำรุงรักษา (Maintenance) เน้นบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงรุกและเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) โดยนำข้อมูลสถิติที่ได้จากระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะและระบบบริหารจัดการอาคาร (BMS) มาใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนการซ่อมบำรุง เพื่อให้เครื่องจักรทำงานเต็มประสิทธิภาพเสมอและลดอัตราการชำรุดเสียหาย

  • พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ขยายการลงทุนแหล่งพลังงานหมุนเวียนทดแทนพลังงานดั้งเดิมและกำหนดให้การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นมาตรฐานวิศวกรรมบังคับสำหรับการพัฒนาโครงการใหม่ทุกโครงการ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มอัจฉริยะ

บริษัทฯ ได้พัฒนา "แพลตฟอร์มศูนย์กลางการจัดการข้อมูลสิ่งแวดล้อมองค์กร" โดยเริ่มจากการจัดการพลังงานในอาคาร ซึ่งทำหน้าที่

  • เป็นระบบติดตามประสิทธิภาพ แบบเรียลไทม์ ให้ผู้ปฏิบัติงานประจำสาขาและทีมส่วนกลาง สามารถติดตามและประเมินประสิทธิภาพการใช้พลังงานเทียบกับเป้าหมายได้แบบเรียลไทม์
  • เป็นการต่อยอดนวัตกรรม โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) มาบูรณาการกับระบบ Chiller Plant Management เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลดการใช้พลังงานให้แม่นยำ และมีประสิทธิภาพขึ้น
การบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า

บริษัทฯ วางกลยุทธ์ในการลดภาระความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด โดยกระจายการทำงานของอุปกรณ์ขนาดใหญ่เพื่อไม่ให้เกิดการใช้ไฟฟ้าพร้อมกัน ซึ่งช่วยลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้า และเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่โครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ

เป้าหมายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ก้าวสู่ Net Zero ในปี 2593

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2593 รวมถึงมีเป้าหมายระยะกลางที่สำคัญ ได้แก่ การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าต่อพื้นที่ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2577 ใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 100 ภายในปี 2593 รวมถึงตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อพื้นที่ลงร้อยละ 50 ภายในปี 2577 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร

  • เพื่อให้เป้าหมายดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม บริษัทฯ จึงได้พัฒนาแผนปฏิบัติการลดคาร์บอนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่คุณค่า ทั้งนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงแผนงานให้สอดคล้องกับเกณฑ์ของ Science Based Targets initiative (SBTi) สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีเป้าหมายในการยื่นขอการรับรองเป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือในระดับสากลและให้มั่นใจว่าแนวทางการลดคาร์บอนของบริษัทฯ สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สามารถดูรายละเอียดของแผนงานที่สอดคล้องกับ SBTI ได้ที่หัวข้อ การลดก๊าซเรือนกระจก

  • เพื่อเสริมความโปร่งใสในการดำเนินงานและเพิ่มทางเลือกในการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ยังได้ดำเนินการจัดซื้อใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (International Renewable Energy Certificate: I-REC) เพื่อชดเชยการใช้ไฟฟ้า สะท้อนถึงความตั้งใจในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ด้วยแนวทางที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้เช่าอาคาร ลูกค้าโครงการที่พักอาศัย
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชน / ตัวแทนชุมชน รวมหน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ
ผู้ถือหุ้น
เจ้าหนี้