เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงานปี 2568
24.6%
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1, 2 และ 3
เป้าหมาย

ระยะสั้น ปี 2568: 22.0%

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 เทียบกับปีฐาน 2562

ระยะสั้น ปี 2569: 10.0%

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567

ระยะกลาง ปี 2577: 50%

ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567

ระยะยาว ปี 2593: 90%

ลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมาย Net Zero ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องอาศัยการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและความร่วมมือตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความท้าทายสำคัญขององค์กรคือ "ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน" ได้แก่ ต้นทุนเริ่มต้น (CAPEX) ที่สูงในการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก การเตรียมพร้อมรับมือกับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากกลไกการกำหนดราคาคาร์บอน นอกจากนี้ องค์กรยังต้องอาศัยความร่วมมือเชิงลึกจากพันธมิตรและผู้เช่าในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานสู่เทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุน การกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ บริการ และอัตราค่าเช่า

แม้จะมีความท้าทาย แต่การเร่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ถือเป็นโอกาสสำคัญในการลดต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ในระยะยาว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การแสดงจุดยืนในฐานะผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้เสีย ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อความยั่งยืนที่มีต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าได้ นอกจากนี้ การมุ่งให้ความรู้ด้านสภาพภูมิอากาศแก่พนักงาน ยังเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียภายในทุกคนพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์นี้ให้สำเร็จ

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการลดการใช้ทรัพยากรไม่เพียงช่วยลดต้นทุนระยะยาว

แต่ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

บริษัทฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศผ่านกลยุทธ์มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ (Climate Mitigation: Journey to Net Zero) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3 เพื่อขยายผลสู่การลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า บูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ โมเดลธุรกิจ และการวางแผนทางการเงิน ตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลระดับสากล IFRS S1 และ S2 เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ผ่านกรอบการดำเนินงานดังนี้

การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและการวางแผนกลยุทธ์
  • การบูรณาการความเสี่ยงและภาพฉากทัศน์ โดยประเมินความเสี่ยงและโอกาสทั้งด้านกายภาพและการเปลี่ยนผ่าน ครอบคลุมระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ตามกรอบ TCFD และ IFRS S2 โดยนำผลการวิเคราะห์ภาพฉากทัศน์สภาพภูมิอากาศมาบูรณาการเข้ากับการวางแผนกลยุทธ์องค์กร การบริหารจัดการสินทรัพย์ และการทำประกันภัยพิบัติ
  • การจัดสรรเงินทุนและการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยประเมินผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น เพื่อวางแผนการจัดสรรงบประมาณ (CAPEX/OPEX) สำหรับโครงการคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการเข้าร่วมโครงการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน (SLL/SLB) เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
แผนการเปลี่ยนผ่านและลดคาร์บอนจากการดำเนินงาน

มุ่งเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าตามแผนการเปลี่ยนผ่าน ผ่านมาตรการหลัก ได้แก่

  • นวัตกรรมเทคโนโลยีอัจฉริยะโดยเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ Passive Design การบริหารจัดการโดยคณะทำงานด้านความร้อนของอาคาร และติดตั้งระบบบริหารจัดการอาคาร หรือ Building Management System (BMS) รวมถึงการยกระดับระบบทำความเย็นเป็นรุ่นประสิทธิภาพสูง (Smart HVAC) ที่ผสานเทคโนโลยี AI และ IoT (AI Chiller Plant Optimization) เพื่อปรับการทำงานให้สอดคล้องกับภาระความร้อนแบบเรียลไทม์
  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง RE100 Thailand Club บริษัทฯ ขยายแผนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop และ Solar Carport) ให้ครอบคลุมทุกสาขา โดยออกแบบให้ศูนย์การค้าแห่งใหม่มีการติดตั้งระบบตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่ผันผวน
การยกระดับห่วงโซ่คุณค่าและการจัดการคาร์บอน Scope 3

ขยายผลการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก และประเมินผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่าตามข้อกำหนด IFRS S2 เนื่องจากการจัดซื้อวัสดุก่อสร้างในส่วนต้นน้ำ และการใช้พลังงานของผู้เช่าในส่วนปลายน้ำคือแหล่งปล่อยคาร์บอนหลัก บริษัทฯ จึงขับเคลื่อนความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียภายนอกอย่างใกล้ชิด อาทิ

  • การจัดการคาร์บอนแฝงจากวัสดุก่อสร้างผ่านการประยุกต์ใช้มาตรฐานอาคารเขียวสากล เช่น LEED, TREES, EDGE รวมถึงมาตรฐานอาคารเขียวที่เป็นที่ยอมรับจาก GRESB ควบคู่กับกำหนดนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว โดยประเมินและติดตามการปล่อยคาร์บอนจากวัสดุหลัก เช่น คอนกรีตและเหล็ก ตลอดจนการจัดการขยะก่อสร้าง เพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านต้นทุนจากมาตรการกำหนดราคาคาร์บอนในอนาคต
  • นโยบายพื้นที่เช่าสีเขียว โดยสนับสนุนให้ผู้เช่ามีส่วนร่วมลดคาร์บอนตั้งแต่การออกแบบร้านค้าตามคู่มือออกแบบร้านค้า ซึ่งปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียวสากล อีกทั้งกำหนดมาตรฐานให้ร้านค้าใช้หลอดไฟ LED ในการตกแต่งภายในของร้านค้า กำหนดให้ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟระดับสูงสุด และติดตั้งมิเตอร์ย่อยเพื่อจัดเก็บค่าไฟฟ้า น้ำ และแก๊สตามจำนวนที่ใช้จริง รวมไปถึงกำหนดเรื่องการจัดการ และคัดแยกขยะภายในร้านค้า ให้นำไปทิ้ง ณ จุดพักขยะที่มีคัดแยกประเภทขยะตามช่วงเวลาที่กำหนด
  • ความร่วมมือกับผู้เช่าผ่านโครงการ Green Partnership โดยร่วมมือกับพันธมิตร คู่ค้า ร้านค้า และผู้เช่า ภายใต้แนวคิดในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ อาทิ ขับเคลื่อนแนวคิด “รู้-เริ่ม-ลด-จริง” แนะนำให้ความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 สนับสนุนข้อมูลปริมาณการใช้ทรัพยากรในพื้นที่เช่าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล SERVE อีกทั้งเป็นพี่เลี้ยงมอบเครื่องมือวางแผนกลยุทธ์ลดการใช้พลังงานในร้านค้า เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว
  • การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยร่วมมือกับพันธมิตร ในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการคมนาคมสะอาดให้กับผู้ที่มาใช้บริการ และลูกค้าทั้งในศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงแรม และที่พักอาศัย
ตัวชี้วัด เป้าหมาย และการชดเชยคาร์บอน
  • บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) โดยยกระดับความโปร่งใสและตรวจสอบได้ขั้นสูงสุด บริษัทฯ ได้นำมาตรฐาน ISO 14064-1 มาใช้เป็นกรอบในการติดตามและจัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมเพื่อยกระดับการทวนสอบข้อมูลความยั่งยืนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ISSA 5000 (International Standard on Sustainability Assurance 5000) ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสียถึงความถูกต้องแม่นยำของการรายงานผลการดำเนินงาน
  • ความสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายปี 2593 บริษัทฯ ได้ประเมินและจัดทำเส้นทางการลดคาร์บอน และยกระดับสู่แผนเปลี่ยนผ่านทางสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ที่อ้างอิงระเบียบวิธีของ SBTi โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้รักษาเป้าหมายการลด Scope 1 & 2 ในระยะกลางที่ร้อยละ 46.2 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายสูงสุดภายใต้ศักยภาพของห่วงโซ่อุปทานในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างรอบคอบ ระหว่างรอความชัดเจนของเกณฑ์ภาคอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล
  • การชดเชยคาร์บอน สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ (Residual Emissions) บริษัทฯ วางกลยุทธ์ชดเชยใน 4 แนวทาง ได้แก่ (1) การซื้อไฟฟ้าด้วยอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวจากพลังงานหมุนเวียน (2) การจัดซื้อใบรับรองสิทธิการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-RECs หรือ International Renewable Energy Certificate) (3) การชดเชยด้วยคาร์บอนเครดิตที่ผ่านมาตรฐานอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และ (4) การดักจับคาร์บอนด้วยวิถีธรรมชาติ ผ่านโครงการปลูกป่า "1 Million Trees" เพื่อรับประกันการบรรลุเป้าหมายตามแผนงานอย่างยั่งยืน

การประเมินเส้นทางการลดก๊าซเรือนกระจกตามหลักการทางวิทยาศาสตร์

บริษัทฯ ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสภาพภูมิอากาศผ่านกลยุทธ์มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบครอบคลุมทั้ง Scope 1, 2 และ 3 เพื่อขยายผลสู่การลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่คุณค่า บูรณาการประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ โมเดลธุรกิจ และการวางแผนทางการเงิน ตามมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลระดับสากล IFRS S1 และ S2 เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ ผ่านกรอบการดำเนินงานดังนี้

Transition Risk Scenario Analysis: 2024–2034

Financial Implications of Pragmatic vs. Accelerated GHG Reduction Targets

Decarbonization Pathway: Operational Wedges To 2050

A Structured, Credible Strategy Utilizing Core Business Operations

บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส โดยได้ประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีของโครงการ Science Based Targets initiative (SBTi) มาเป็นกรอบในการคำนวณและจัดทำเส้นทางการลดคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Decarbonization Trajectory) ดังที่แสดงในกราฟข้างต้น ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (CGSD Committee) ได้มีมติให้บริษัทฯ ยังคงยึดมั่นในเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ระดับ 46.2% ภายในระยะเวลา 10 ปี (เทียบกับปีฐาน) ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายและสะท้อนถึงความพยายามขั้นสูงสุด (Maximum Ambition) ภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

สถานะการยื่นรับรองและบริบทความท้าทายเชิงโครงสร้าง

จากการติดตามการปรับปรุงมาตรฐานข้อกำหนดล่าสุดของ SBTi สำหรับภาคธุรกิจอาคารและอสังหาริมทรัพย์ (SBTi Building Sector Guidance) บริษัทฯ ได้ทำการประเมินผลกระทบเชิงลึกและพบว่า เกณฑ์ที่ถูกปรับปรุงใหม่มีความเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการขยายขอบเขตการลดก๊าซเรือนกระจกครอบคลุม Scope 3 ในอัตราเร่ง ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนกลยุทธ์ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้จริงและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล บริษัทฯ จึงตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการ "ชะลอการยื่นขอรับรองเป้าหมายจาก SBTi" โดยมีปัจจัยสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

  1. ความท้าทายในการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าปลายน้ำ ข้อกำหนดใหม่ได้ยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุมถึงการใช้ไฟฟ้าของผู้เช่า (Scope 3 Category 13) ซึ่งต้องอาศัยอัตราการลดที่สูงถึง 7.42% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้พลังงานในศูนย์การค้ามีค่าความสัมพันธ์เชิงบวกโดยตรงกับปริมาณผู้ใช้บริการ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้บริษัทฯ จะได้ริเริ่มโครงการ Green Partnership เพื่อสนับสนุนผู้เช่า แต่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการปรับโครงสร้างต้นทุนของผู้เช่าในวงกว้าง ยังต้องอาศัยระยะเวลาและกลไกสนับสนุนเชิงระบบที่มากกว่าในปัจจุบัน
  2. ข้อจำกัดของตลาดวัสดุก่อสร้างและธรรมาภิบาลการจัดซื้อ การขยายเป้าหมายให้ครอบคลุมคาร์บอนแฝงจากวัสดุก่อสร้างหลัก ถือเป็นความท้าทายระดับอุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันผู้ผลิตในประเทศที่สามารถระบุค่าผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (EPD) ยังมีจำนวนจำกัด การกำหนดเงื่อนไขบังคับใช้ในทันทีอาจนำไปสู่การผูกขาดทางการค้า ซึ่งขัดต่อหลักธรรมาภิบาลด้านการแข่งขันที่เป็นธรรมของบริษัทฯ ในการนี้เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กรไปพร้อม ๆ กับคู่ค้า บริษัทฯ ได้ออกแนวปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อเป็นก้าวแรกในการสนับสนุนให้คู่ค้าทยอยปรับตัวอย่างยั่งยืน
  3. บริบทของกลไกตลาดคาร์บอนและกฎระเบียบระดับชาติ เกณฑ์การชดเชยคาร์บอนตามกรอบ SBTi ปัจจุบัน รองรับเฉพาะกลไกตลาดระหว่างประเทศบางประเภท (เช่น REC, Verra, Gold Standard) และยังไม่ครอบคลุมถึงกลไกคาร์บอนเครดิตภายในประเทศ (T-VER) ที่บริษัทฯ ได้ลงทุนเชิงรุกผ่านโครงการปลูกป่าไปแล้ว ประกอบกับความคืบหน้าของนโยบายระดับชาติ เช่น ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้า หรือ TPA (Third Party Access) ที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การเร่งผูกมัดกับกรอบเวลาของ SBTi ภายใต้ข้อจำกัดด้านการจัดหาพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน จะก่อให้เกิดภาระต้นทุนทางการเงินส่วนเพิ่มที่สูงเกินความจำเป็น โดยไม่ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมอย่างแท้จริง

ก้าวต่อไปของบริษัทฯ

แม้จะมีการชะลอการยื่นรับรอง แต่ทิศทางและพันธกิจด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ไม่ได้ลดทอนลง บริษัทฯ จะยังคงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 46.2% ตามที่ตั้งใจไว้ และติดตามการพัฒนาเกณฑ์ของ SBTi Building Sector อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความพร้อมและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการยื่นรับรองในอนาคต รวมทั้งศึกษาและประยุกต์ใช้มาตรฐาน Net Zero ระดับสากลอื่น ๆ ที่มีความยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย เพื่อตอกย้ำความโปร่งใสและศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนต่อไป

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการร้านค้าผู้เช่าอาคาร ลูกค้าโครงการที่พักอาศัย
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชน / ตัวแทนชุมชน รวมหน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ
ผู้ถือหุ้น
เจ้าหนี้