การกำกับดูแลกิจการ และการปฏิบัติตามข้อกำหนด
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลและการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนสูง บริษัทฯ ตระหนักถึงความท้าทายและโอกาสที่สำคัญ ดังนี้
-
ความซับซ้อนในการกำกับดูแลทั่วทั้งองค์กร บริษัทฯ ต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษามาตรฐานด้านจริยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายให้สอดคล้องกันในทุกหน่วยธุรกิจที่มีความหลากหลาย อาทิ ส่วนการลงทุน การพัฒนาธุรกิจ การก่อสร้าง และการบริหารอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายบรรษัทภิบาลจะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกเขตอำนาจศาลที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอยู่
-
การเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบและมาตรฐานสากล สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและข้อกำหนดด้านความยั่งยืนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศและสากล เช่น หลักการสากล 10 ประการของ UN Global Compact กำหนดให้บริษัทฯ มีการติดตาม ปรับปรุง และปรับตัวอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการปฏิบัติที่ขัดต่อกฎหมาย จริยธรรม และจรรยาบรรณธุรกิจ
-
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และธรรมาภิบาลข้อมูล ในฐานะส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร บริษัทฯ ยึดมั่นในการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานธรรมาภิบาลข้อมูลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันอุบัติการณ์ที่อาจกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนความเชื่อมั่นในบรรษัทภิบาลและชื่อเสียงขององค์กรในระยะยาว
-
ความเสี่ยงจากการขยายธุรกิจและการลงทุน ในกระบวนการสอบทานธุรกิจก่อนการควบรวมกิจการหรือการถือหุ้นร่วม บริษัทฯ ต้องเผชิญความท้าทายในการวิเคราะห์สถานะและประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าพันธมิตรใหม่ดำเนินธุรกิจตามจรรยาบรรณเดียวกัน
-
การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วยธรรมาภิบาล บริษัทฯ มองเห็นโอกาสในการยกระดับความไว้วางใจและชื่อเสียงขององค์กรผ่านการมีโครงสร้างการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและพันธมิตรธุรกิจในระยะยาว
-
วัฒนธรรมองค์กรแห่งจริยธรรม การปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดถือจรรยาบรรณเป็นที่ตั้ง จะส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีความรับผิดชอบและปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ช่วยลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการกระทำที่ผิดข้อบังคับ
-
ความร่วมมือระดับสากลเพื่อความยั่งยืน การเข้าเป็นสมาชิกในองค์กรระดับโลก เช่น UN Global Compact และสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) รวมถึงการดำเนินงานตามมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี เป็นโอกาสในการเข้าถึงฐานความรู้และเครือข่ายพันธมิตรระดับสากล เพื่อพัฒนาแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนให้ก้าวหน้ากว่าคู่แข่ง
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส มีจริยธรรม และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม การกำกับดูแลกิจการอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน
บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยปฏิบัติตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง อาทิ หลักการของ UN Global Compact ซึ่งครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติด้าน ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการดำเนินงานของบริษัทฯ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม อีกทั้ง ยังได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร เพื่อรองรับความเสี่ยงสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว อาทิ ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบ IFRS S2 พร้อมทั้งกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
นโยบายการบริหารจัดการความยั่งยืนของเซ็นทรัลพัฒนา
นโยบายการบริหารจัดการความยั่งยืนของเซ็นทรัลพัฒนา แสดงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินงานและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนแก่ธุรกิจ ควบคู่กับ การใส่ใจ และดูแล สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (Environment, Social, and Governance :ESG) ภายใต้วิสัยทัศน์ "Imagining Better Futures for All" เพื่อพัฒนาและสร้างคุณค่าร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนในระยะยาว สอดคล้องกับแนวโน้มโลก และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (UN SDGs)
บริษัทฯ มีการทบทวนนโยบายฯ และนำเสนอต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อปรับปรุงให้ทันกับสภาพโลกและบริบทขององค์กรทุกปี แสดงรายละเอียดนโยบายฯ บนเว็บไซด์บริษัทฯ ในหัวข้อ ความยั่งยืน / ความยั่งยืนของเซ็นทรัลพัฒนา / นโยบายด้านความยั่งยืน
โครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มีคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นหน่วยงานหลักที่กำกับดูแลด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืนขององค์กร พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบและธรรมาภิบาล ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการและจรรยาบรรณธุรกิจ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของพนักงาน ผู้บริหาร และคู่ค้า ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และยึดมั่นในหลักความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนยังมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลเชิงนโยบายด้านธรรมาภิบาล ความยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงสำคัญขององค์กร ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามเป้าหมาย Net Zero และกลยุทธ์ ESG อย่างใกล้ชิด ผ่านการประชุมติดตามผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ เกี่ยวกับการกำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไว้ในกฎบัตรของคณะกรรมการชุดต่างๆ อย่างชัดเจน พร้อมทั้งขยายหน้าที่ความรับผิดชอบให้ครอบคลุมถึงธุรกิจสำนักงาน โรงแรม ที่พักอาศัย และทรัสต์เพื่อการลงทุน (CPNREIT)
โครงสร้างค่าตอบแทนที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
บริษัทฯ กำหนดการประเมินผลและการพิจารณาค่าตอบแทนโดยยึดหลักผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์เป็นสำคัญ โดยนำระบบวัตถุประสงค์และผลลัพธ์หลัก (OKR) มาใช้เป็นกลไกหลักในการกำหนด ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทุกระดับ ทั้งนี้ ได้วางกรอบการกำหนด OKR ออกเป็น 4 มิติหลัก ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านธุรกิจ ด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และด้านบุคลากร เพื่อให้การขับเคลื่อนผลลัพธ์มีความเชื่อมโยงกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ขององค์กรอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแนวทางการทำงานแบบ Agile และสะท้อนผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริงในการพิจารณาค่าตอบแทนตามผลงาน อย่างโปร่งใสและชัดเจน ดังนี้
- ตัวชี้วัดด้านการเงิน ได้แก่ Revenue Target, Earnings Before Interest, Taxes, Depreciation and Amortization (EBITDA), Net Profit after Tax (NPAT) la: Return on Investment Capital (ROIC) รวมถึงการเติบโตของราคาหุ้นเทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน
- ตัวชี้วัดด้านการพัฒนาธุรกิจ เชิงพาณิชย์ และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ได้แก่ ความสำเร็จในการพัฒนาโครงการใหม่ตามแผนกลยุทธ์ การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางการค้า ตลอดจนระดับความพึงพอใจของลูกค้าและผู้ประกอบการร้านค้า และ ความก้าวหน้าในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในการเข้าใจลูกค้า และเพิ่มช่องทางดิจิทัลในการให้บริการ
- ตัวชี้วัดด้านการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการจัดการทรัพยากรเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการเป็นองค์กรที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
- ตัวชี้วัดด้านการบุคลากร ได้แก่ การพัฒนาบุคลากร การสร้างความผูกพันต่อองค์กร ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานต่อพนักงาน และการบริหารการสืบทดตำแหน่งของพนักงานระดับบริหาร
โครงสร้างค่าตอบแทนประกอบด้วย
- ค่าตอบแทนคงที่ ได้แก่ เงินเดือน และสวัสดิการ อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ค่ารักษาพยาบาล ประกันอุบัติเหตุ ประกันการเดินทาง ประกันชีวิต ซึ่งพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ ประสบการณ์ ทักษะความชำนาญ และภาวะผู้นำ โดยจะมีการทบทวนเป็นประจำทุกปี จากการพิจารณาผลการดำเนินงาน เปรียบเทียบกับเป้าหมายและแผนงานที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นยังอ้างอิงและเปรียบเทียบกับอัตราตลาดในอุตสาหกรรมเดียวกันเพื่อให้สามารถรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไว้ได้ ทั้งนี้รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมและให้ความช่วยเหลือในกรณีที่เกษียณอายุ ลาออก ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต
- ค่าตอบแทนผันแปรระยะสั้น คือ โบนัสประจำปีที่พิจารณาจ่ายเป็นเงินสดตามความสำเร็จของผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับเป้าหมายผ่านการวัดผลด้วย OKR ในมิติต่างๆ
- ค่าตอบแทนจูงใจระยะยาว ได้แก่ หุ้นสะสม ภายใต้โครงการร่วมลงทุนระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง (EJIP) โดยบริษัทฯ ส่งเสริมให้ผู้บริหารมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของบริษัทผ่านการสะสมหุ้นระยะยาว 5 ปี โดยบริษัทฯ จ่ายเงินสมทบในอัตราร้อยละ 100 ของเงินสะสม (หรือเท่ากับร้อยละ 5 ของเงินเดือน) เพื่อสร้างแรงจูงใจในการสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้แก่องค์กรในระยะยาว สอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น
- มาตรการเรียกคืนผลประโยชน์ (Clawback Provision) บริษัทฯ ดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด โดยมีมาตรการเรียกคืนผลประโยชน์ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ มาตรา 89/18 และ 89/19 ในกรณีที่พบว่ามีการกระทำที่ไม่สุจริต หรือมีการบิดเบือนข้อมูลผลการดำเนินงาน เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีส่วนได้เสีย
กระบวนการกำหนดดัชนีวัดผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
บริษัทฯ กำหนดกระบวนการถ่ายทอดดัชนีชี้วัดสู่ระดับปฏิบัติการ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนทั่วทั้งองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
-
การระบุประเด็นสำคัญตามหลักการความยั่งยืนแบบทวีคูณ (Double Materiality Assessment - IRO Framework) บริษัทฯ ได้ดำเนินการระบุและประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน โดยพิจารณาครอบคลุมทั้ง 3 มิติ ตามหลักการ IRO – ประเมินผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาส
- ผลกระทบ (Impact) โดยวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงหรือที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมของบริษัทฯ ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Inside-out)
- ความเสี่ยงและโอกาส (Risks & Opportunities) โดยวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินที่ปัจจัยภายนอกด้านความยั่งยืนอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าและเสถียรภาพของธุรกิจ (Outside-in) เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาจัดลำดับความสำคัญและกำหนดเป็นกลยุทธ์ความยั่งยืนที่ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง
- การถ่ายทอดตัวชี้วัด (Cascading) บริษัทฯ ถ่ายทอดเป้าหมายสู่คณะกรรมการ คณะทำงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นลำดับขั้น ทั้งในระดับหน่วยงาน ฝ่าย สาขา และกลุ่มธุรกิจ
-
การกำหนดเกณฑ์จัดน้ำหนักความสำคัญ (Weighting and Prioritization): เพื่อให้การประเมินผลสอดคล้องกับบริบท บริษัทฯ มีแนวทางการกำหนดน้ำหนักตัวชี้วัด ดังนี้
- Strategic Alignment คือ การกำหนดน้ำหนักตามระดับนัยสำคัญของ IRO ในแต่ละประเด็น ซึ่งมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างการจัดการผลกระทบเชิงลบและการคว้าโอกาสในการดำเนินธุรกิจ
- Role-Based Relevance คือ การปรับสัดส่วนตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ ลดหลั่นกันไปตามความเหมาะสม
- Dynamic Adjustment คือการทบทวนน้ำหนักความสำคัญตามแนวคิด Agile เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของประเด็นสำคัญ (Material Topics) ที่อาจผันแปรตามสถานการณ์โลก
- การติดตามและสื่อสาร (Monitoring & Communication) บริษัทฯ มีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และสื่อสารภาพรวมความสำเร็จให้พนักงานทราบ ปีละ 2 ครั้ง ผ่านการประชุม Corporate Townhall เพื่อให้พนักงานเห็นเป้าหมายเดียวกัน และพร้อมปรับตัวรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
การนำราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) มาใช้ประเมินความเสี่ยงและโอกาส
บริษัทฯ ได้นำเกณฑ์ราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Price - ICP) มาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินที่สำคัญในการประเมินมูลค่าผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Monetization of Climate-related IROs) ตามมาตรฐาน IFRS S2 โดยครอบคลุม 2 มิติหลัก ได้แก่
- การประเมินความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk Valuation) โดยใช้ ICP จำลองต้นทุนทางธุรกิจที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากมาตรการภาษีคาร์บอนและความผันผวนของราคาค่าไฟฟ้า เพื่อสะท้อนผลกระทบทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
- การประเมินโอกาสการลงทุน (Opportunity Valuation) โดยใช้ ICP ช่วยคำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อแสดงมูลค่าที่หลีกเลี่ยงได้ (Avoided Cost) และสนับสนุนการตัดสินใจจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) สู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การบริหารความเสี่ยงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดตลอดห่วงโซ่คุณค่า
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ดำเนินการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กรผ่านกระบวนการ Enterprise Risk Management ซึ่งครอบคลุมการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะด้าน ESG เพื่อให้สามารถคาดการณ์และจัดการความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้
การวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) ใช้กระบวนการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ทั้งระยะสั้นและระยะยาวในทุกกิจกรรมที่สำคัญ เพื่อป้องกันการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมายและจริยธรรม
การกำกับดูแลคู่ค้า โดยผลักดันให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจภายใต้จรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่โปร่งใส
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (คู่ค้า) ของบริษัทฯ ได้ที่: การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
ธรรมาภิบาลข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยได้กำหนดกรอบการกำกับดูแลความเสี่ยงไซเบอร์ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการตรวจสอบและธรรมาภิบาล เพื่อคุ้มครองข้อมูลและสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียให้เป็นไปตามนโยบายบรรษัทภิบาลข้อมูลขององค์กร พร้อมส่งเสริมการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่พนักงานในทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมในการรับมือกับภัยคุกคามด้านดิจิทัลที่อาจเกิดขึ้นในทุกจุดของห่วงโซ่ธุรกิจ
ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของบริษัทฯ ได้ที่: ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
ระบบการร้องเรียนและมาตรการป้องกันการทุจริต
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้จัดตั้งช่องทาง Whistleblowing เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานและผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตหรือการกระทำที่ไม่เป็นไปตามจรรยาบรรณขององค์กร โดยข้อร้องเรียนทุกกรณีจะได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการสอบสวนภายใน โดยมีกระบวนการสืบสวนที่เป็นอิสระ รวมถึงการแก้ไข เยียวยา รายงานต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการแก้ไขตามกระบวนการที่เหมาะสม
บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยได้รับการรับรองสถานะสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) อย่างต่อเนื่อง และมีการสอบทาน ตลอดจนพัฒนากระบวนการป้องกันการทุจริตในทุกระดับองค์กรเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรแห่งความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต และความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำกับดูแลกิจการของบริษัทฯ ได้ที่: ภาพรวมการกำกับกิจการ







