กระบวนการกำหนดประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

เซ็นทรัลพัฒนาได้ดำเนินการทบทวนและวิคราะห์ประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียและต่อธุรกิจเป็นประจำทุกปี โดยใช้หลักการทวิสารัตถภาพ ซึ่งพิจารณาถึงผลกระทบที่องค์กรมีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และผลกระทบของประเด็น ESG (ภายนอก) ที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินและมูลค่าองค์กร สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนสากลของ GRI Standards 2021 และหลักการ AA1000 V3, ISAE 3000, ISSA 5000 นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้เตรียมความพร้อมโดยการบูรณาการมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของ ISSB (IFRS S1 & S2) เพื่อแสดงผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินให้ชัดเจนขึ้น พร้อมยกระดับรับการสอบทานข้อมูลตามหลักการ จากผู้ทวนสอบภายนอก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความโปร่งใสของรายงาน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1
การเข้าใจ ระบุ และคัดกรองประเด็นด้านความยั่งยืน
2
การวิเคราะห์ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ
3
การจัดลำดับความสำคัญ การทวนสอบ และขอรับรอง
4
การบูรณาการสู่กระบวนการจัดการความเสี่ยง และกลยุทธ์
1
การเข้าใจ ระบุ และคัดกรองประเด็นด้านความยั่งยืน

เพื่อให้ได้ประเด็นที่ครอบคลุมบริบทการเปลี่ยนแปลงตามพลวัตของโลกและธุรกิจ บริษัทฯ ดำเนินการระบุประเด็น โดยพิจารณาปัจจัยนำเข้ารอบด้านที่หลากหลาย ดังนี้

  • ศึกษาบริบทด้านความยั่งยืนและธุุรกิจขององค์กรให้สอดคล้องกับ (1) บริบทที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์องค์กร (2) ประเด็นความเสี่ยงองค์กร และ (3) ระบบการบริหารจัดการองค์กร
  • วิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าและบริบทองค์กร โดยวิเคราะห์กิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ระบบนิเวศเชิงธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม เพื่อระบุความเชื่อมโยงที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียหลัก อาทิ ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และชุมชน รวมถึงความเสี่ยงองค์กร และทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
  • ประเมินความเสี่ยงและโอกาสผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนตามหลักการวิเคราะห์ทุนทั้ง 6 ด้าน ที่ครอบคลุมมิติทุนทางการเงิน การผลิต ธรรมชาติ มนุษย์ ปัญญา และสังคม เพื่อสะท้อนภาพรวมการใช้ทรัพยากรและการสร้างคุณค่าขององค์กรอย่างรอบด้าน วิเคราะห์แนวโน้มความยั่งยืนและมาตรฐานสากล โดยอ้างอิงเทรนด์โลกจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) รวมถึงประเด็นความสนใจจากมาตรฐานลถาบันการประเมินด้านความยั่งยืน เช่น Dow Jones Best-in-Class Indices คณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability Standards Board : ISSB) คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้เสีย อันได้แก่ ลูกค้า ร้านค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน ภาครัฐ เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้น

นำประเด็นที่ระบุได้ทั้งหมดมาทบทวนกับประเด็นจากปีก่อนหน้า เพิ่มเติม / ลดทอน ประเด็นที่เกี่ยวข้อง และจัดหมวดหมู่ เป็นหัวข้อและหัวข้อย่อย ด้วยวิธีการ top-down จากกระบวนการกำหนดกลยุทธ์องค์กร และ bottom-up จากกระบวนการรับฟังเสียงและการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญซึ่งมีการทบทวนทุกปี ตามกระบวนกำหนดกลยุทธ์องค์กร และกระบวนการกำหนดประเด็นความเสี่ยงองค์กร

2
การวิเคราะห์ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ

บริษัทฯ วิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญในปีนั้นๆ โดยพิจารณาจาก ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส (Impacts, Risks and Opportunities - IROs) และใช้หลักการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนแบบ 2 มิติ (Double Materiality Assessment) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่มีผลต่อการสร้างคุณค่าของกิจการ ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบและความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียใน 5 ระดับ ผ่านการพิจารณาใน 2 มิติ ดังนี้

  • มิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality / Inside-Out) โดยประเมินผลกระทบที่แท้จริงและที่อาจเกิดขึ้นทั้งเชิงบวกและลบของประเด็นความยั่งยืนนั้นๆ ที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง กำหนดเกณฑ์ในการประเมินความรุนแรงของผลกระทบ ดังนี้

    • ระดับความรุนแรงหรือขนาดของผลกระทบ ทั้งความเสียหายหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนหรือสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงตามกรอบการรายงานสากล GRI Standards และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน IFRS S1 และ S2 ควบคู่กับเกณฑ์เฉพาะของอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และมาตรฐานสากลอื่นๆ ได้แก่ SASB, ESRS (ภายใต้กรอบ CSRD), GRESB, TCFD และ S&P Global (CSA) ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักในประเด็นนั้นๆ เพิ่มเติม (เฉพาะประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ)
    • การกระจายตัวหรือขอบเขตของผลกระทบ โดยพิจารณาความกว้างขวางของผลกระทบ ทั้งในแง่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ หรือขนาดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
    • ลักษณะที่แก้ไขให้กลับคืนดังเดิมไม่ได้ ซึ่งประเมินเฉพาะผลกระทบเชิงลบ โดยคำนึงถึงความยากง่าย ระยะเวลา และความเป็นไปได้ในการเยียวยาหรือฟื้นฟูสิ่งที่เสียหายให้กลับมาเหมือนเดิม

    นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้เริ่มนำแนวคิดการประเมินมูลค่าผลกระทบมาใช้ เพื่อวัดผลเชิงปริมาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแปลงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

  • มิติผลกระทบต่อมูลค่าองค์กรและการเงิน (Financial Materiality / Outside-In) โดยประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่ปัจจัยภายนอกจะส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อสถานะทางการเงิน กระแสเงินสด สินทรัพย์ และชื่อเสียงของบริษัทฯ ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเกณฑ์ในการประเมินออกเป็น ขนาดของผลกระทบทางการเงิน, โอกาสที่จะเกิดขึ้น, ความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงิน และความพร้อมของบริษัทฯ ในการจัดการผลกระทบนั้นๆ
3
การจัดลำดับความสำคัญ การทวนสอบ และขอรับรอง

ประเด็นที่ระบุได้จะถูกจัดลำดับความสำคัญและนำเสนอผ่าน Materiality Matrix โดยประเด็นที่มีนัยสำคัญระดับสูงมาก จะถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักขององค์กร และจะถูกตรวจสอบความถูกต้อง และรับรองความโปร่งใสและน่าเชื่อถือโดย

  • การสอบทานภายใน โดยคณะทำงานขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
  • การรับรองจากภายนอก โดยบริษัทฯ จัดให้มีผู้ทวนสอบอิสระภายนอก เข้ามาตรวจสอบกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความครบถ้วนของข้อมูล ตามมาตรฐาน AA1000AS V3 และ ISAE 3000
4
การบูรณาการสู่กระบวนการจัดการความเสี่ยง และกลยุทธ์
  • คณะทำงานขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน นำผลลัพธ์ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว เปิดเผยบนเว็บไซต์ของบริษัท และนำไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเด็นที่ได้รับการประเมินความสำคัญในระดับ "สูงมาก" จะถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักด้านความยั่งยืนประจำปี และตัวชี้วัดความเสี่ยงในเรื่อง ESG และถูกนำไปเชื่อมโยงกับการประเมินผลการปฏิบัติงานและการพิจารณาค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง (ดังรายงานใน “โครงสร้างค่าตอบแทนที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน)

ผลการทบทวนและยกระดับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ประจำปี 2568-2569

ในรอบปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทฯ และคณะทำงานด้านความยั่งยืนได้มีมติอนุมัติการทบทวนนโยบายและเป้าหมายระยะยาว เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับบริบทโลกและมาตรฐานสากล IFRS S1/S2 และ TCFD โดยมีการยกระดับเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ดังนี้

1
การยกระดับสู่แผนเปลี่ยนผ่านทางสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ ได้ยกระดับกรอบการดำเนินงานจาก "เส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" สู่การบริหารจัดการที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในรูปแบบ "แผนเปลี่ยนผ่านทางสภาพภูมิอากาศ" โดยปรับโครงสร้างแผนงานออกเป็น 2 มิติสำคัญ ดังนี้

  • กลยุทธ์การลดผลกระทบ มุ่งเน้นมาตรการหลักในการลดคาร์บอน Scope 1 & 2 ผ่านประสิทธิภาพพลังงาน และขยายผลสู่การลดคาร์บอนแฝง ใน Scope 3 ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยปรับสถานะการชดเชยคาร์บอนเป็นเพียงมาตรการทางเลือกสุดท้ายสำหรับก๊าซเรือนกระจกที่ลดไม่ได้จริง
  • กลยุทธ์การปรับตัว เป็นมิติที่ได้รับการยกระดับขึ้นมาใหม่ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน โดยนำปัจจัยเหล่านี้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบโครงการใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ธุรกิจ
2
การปรับปรุงกลไกทางการเงินและธรรมาภิบาล

เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง บริษัทฯ ได้นำเครื่องมือและปรับกลไกใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ ดังนี้

  • การนำราคาคาร์บอนภายในองค์กรมาใช้เพื่อประเมินมูลค่าความเสี่ยงและโอกาส โดยบริษัทฯ ได้นำเกณฑ์ราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Price - ICP) เทคนิคราคาเงามาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการคำนวณและแปลงสภาพผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นตัวเลขทางการเงินตามมาตรฐาน IFRS S2 โดยครอบคลุม 2 มิติหลัก คือ

    • การประเมินความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยใช้ ICP จำลองต้นทุนทางธุรกิจที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากมาตรการภาษีคาร์บอนและความผันผวนของราคาค่าไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อสะท้อนผลกระทบทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในรายงาน
    • การประเมินโอกาสการลงทุน โดยใช้คำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อแสดงมูลค่าที่หลีกเลี่ยงได้ และสนับสนุนการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนสู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3
การปรับปรุงกฎบัตรและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
โดยดำเนินการปรับปรุงเนื้อหาในกฎบัตรของคณะกรรมการบริษัท คณะกรรมการตรวจสอบและธรรมาภิบาล คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง และคณะกรรมการจัดการความเสี่ยง โดยระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ เกี่ยวกับการกำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไว้อย่างชัดเจน นอกเหนือจากนั้นยังได้ขยายหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการธรรมาภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะกรรมการด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ให้ครอบคลุมประเด็นในเรื่องความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขยายความครอบคลุมถึงธุรกิจสำนักงาน โรงแรม และที่พักอาศัย และการบริหารอาคารภายใต้ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท
4
การจัดโครงสร้างประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนใหม่

เพื่อให้การรายงานสะท้อนบริบทความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างประเด็นสำคัญใหม่ ดังนี้

  • การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ โดยย้ายการจัดการพลังงานไปรวมกับการลดก๊าซเรือนกระจก (E1) และแยกเรื่องการดูแลรักษาทรัพยากร การบริหารจัดการน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ (E4) ออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เพื่อเน้นการดูแลระบบนิเวศ
  • การยึดคนเป็นศูนย์กลาง โดยขยายขอบเขตเรื่องมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 จากมิติสิ่งแวดล้อม ไปรายงานเพิ่มเติมในมิติสังคมภายใต้หัวข้อความปลอดภัยและสุขภาวะ (S4) และประสบการณ์ลูกค้า (S1) เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
  • บูรณาการนวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อน โดยปรับรูปแบบเรื่องนวัตกรรมจากหัวข้อแยกต่างหาก สู่การเป็น "ทุนทางปัญญา" ที่สอดแทรกอยู่ในทุกมิติ เช่น นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม (รายงานใน E1 และ G4) นวัตกรรมบริการ (รายงานใน S1 และ S2) และนวัตกรรมกระบวนการทำงาน (รายงานใน S3) เพื่อแสดงว่าองค์กรใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกส่วน

สรุปการเปลี่ยนแปลงในการรายงานประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืน สถานะ และนัยสำคัญทางกลยุทธ์ ที่เกิดขึ้นในปี 2568-2569

องค์ประกอบ การเปลี่ยนแปลงสำคัญ สถานะและนัยสำคัญทางกลยุทธ์
1. กรอบกลยุทธ์หลัก Net Zero Pathway Climate Transition Plan ความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล

ยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบ และการรับมือความเสี่ยง
2. การจัดการ Scope 1 & 2 Decarbonization E1: Core Measures กลไกขับเคลื่อนหลัก มาตรการหลักในการลดคาร์บอนผ่านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน
3. การจัดการ Scope 3 Decarbonization E1: Extended Measures การมุ่งเน้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า

ขยายผลสู่ห่วงโซ่อุปทานและการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4. การชดเชยคาร์บอน General Offset E1: Neutralization Measures มาตรการทางเลือกสุดท้าย

ดำเนินการชดเชยคาร์บอนเฉพาะส่วนที่ลดไม่ได้จริง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง
5. การปรับตัวต่อสภาพอากาศ New Focus E2: Elevated Dimension การสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ

เป็นประเด็นใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยงทางกายภาพ และสร้างความยืดหยุ่นให้สินทรัพย์
6. เครื่องมือทางการเงิน ROI แบบเดิม ROI + ICP การประเมินมูลค่าผลกระทบทางการเงิน

นำราคาคาร์บอนภายในองค์กรมาใช้ในการประเมินมูลค่าความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน และโอกาสการลงทุน
7. การกำกับดูแล Standard Duties Climate Oversight Integration บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ

โดยปรับปรุงกฎบัตรให้ระบุหน้าที่กำกับดูแล Climate Risk ชัดเจน และขยายขอบเขตครอบคลุมทุกธุรกิจ
8. ประเด็นพลังงานและน้ำ Separate Issues E1 & E4 Integration รวมการจัดการด้านพลังงานรายงานในหัวข้อ E1 และแยกการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพเป็น E4 เพื่อรายงานผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติให้ชัดเจนขึ้น
9. ประเด็นมลพิษ Environment Social Dimension การยึดคนเป็นศูนย์กลาง

ขยายขอบเขตการรายงานไปรายงานเพิ่มในมิติด้านสังคม เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพคนและประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง
10. ประเด็นนวัตกรรม Standalone Issue Integrated Enabler ปรับเป็น ทุนทางปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่แทรกอยู่ในทุกมิติ (E1, G4, S1, S2, S3)

ผลการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ประจำปี 2568

จากการดำเนินงานตามกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน 4 ขั้นตอน และการทบทวนกลยุทธ์องค์กรประจำปี บริษัทฯ ได้สรุปผลการประเมินประเด็นสำคัญในรูปแบบ Double Materiality Matrix ซึ่งสะท้อนทั้งมุมมองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality) และผลกระทบต่อมูลค่าทางธุรกิจ (Financial Materiality) ตามแนวทางของมาตรฐาน IFRS S1, S2 และ ESRS ดังนี้

สรุปประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน 14 ประเด็น ได้แก่

E1
การลดก๊าซเรือนกระจก (รวมการจัดการพลังงาน และอาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)
E2
การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
E3
การจัดการขยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน
E4
การดูแลรักษาทรัพยากร การบริหารจัดการน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ
คุณภาพและความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์/บริการและการสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า
การบริหารจัดการ และความร่วมมือกับผู้เช่า และ ร้านค้า
การบริหารจัดการ และพัฒนาบุคลากร
การคำนึงถึงความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสุขภาวะ
การแสดงความรับผิดชอบ และพัฒนาชุมชน
การเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน
G1
การกำกับดูแลกิจการ
G2
การบริหารความเสี่ยง และภาวะวิกฤต
G3
ความปลอดภัยระบบสารสนเทศ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล
G4
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบ

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับองค์กร มีดังนี้

ตัวชี้วัดที่กำหนด เป้าหมาย แผนการดำเนินงาน
ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
E1: การลดก๊าซเรือนกระจก
การลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปี 2568 ลดลง 5% เทียบกับปี 2567 Link
การลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ (ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด และปีฐานให้สอดคล้องตามบริบทการเติบโตของบริษัทฯ และแนวทางสากลมากขึ้น) ปี 2569 ลดลง 10% เทียบกับปีฐาน 2567 ปี 2577 ลดลง 50% เทียบกับปี 2567 ปี 2593 ลดลง 90% เทียบกับปี 2567 Link
E3: การจัดการขยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน
อัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ (Diversion rate) ปี 2568 50% ของปริมาณขยะทั้งหมด ปี 2577 80% ของปริมาณขยะทั้งหมด ปี 2593 90% ของปริมาณขยะทั้งหมด Link
S5: การรับผิดชอบ และพัฒนาชุมชน
สัดส่วนการจัดสรรพื้นที่เพื่อชุมชน โดยเทียบกับพื้นที่ส่วนกลางเพื่อการพาณิชย์ ปี 2568 2% หรือ 14.2 ล้านตารางเมตร-วัน ปี 2577 7% ปี 2593 อยู่ระหว่างการศึกษาตัวชี้วัดที่เหมาะสม Link
มูลค่ารายได้กลับคืนสู่ชุมชนจากกิจกรรมทางการตลาด และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรับผิดชอบ ปี 2568 4,700 ล้านบาท ปี 2577 ปรับตัวชี้วัดเป็น SROI มีเป้าหมายในอัตรา 1:20 ปี 2593 อยู่ระหว่างการศึกษาตัวชี้วัดที่เหมาะสม Link
G4: การบริหารห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบ

แผนภาพแสดงประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนใน 2 มิติ

ผลการดำเนินงานและการสร้างคุณค่าด้านความยั่งยืน