การประเมินประเด็นด้านความยั่งยืนที่สำคัญ
กระบวนการกำหนดประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน
เซ็นทรัลพัฒนาได้ดำเนินการทบทวนและวิคราะห์ประเด็นที่มีนัยสำคัญด้านความยั่งยืนต่อผู้มีส่วนได้เสียและต่อธุรกิจเป็นประจำทุกปี โดยใช้หลักการทวิสารัตถภาพ ซึ่งพิจารณาถึงผลกระทบที่องค์กรมีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และผลกระทบของประเด็น ESG (ภายนอก) ที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินและมูลค่าองค์กร สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานความยั่งยืนสากลของ GRI Standards 2021 และหลักการ AA1000 V3, ISAE 3000, ISSA 5000 นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้เตรียมความพร้อมโดยการบูรณาการมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนของ ISSB (IFRS S1 & S2) เพื่อแสดงผลกระทบ ความเสี่ยงและโอกาสทางการเงินให้ชัดเจนขึ้น พร้อมยกระดับรับการสอบทานข้อมูลตามหลักการ จากผู้ทวนสอบภายนอก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และเพิ่มความโปร่งใสของรายงาน โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
การเข้าใจ ระบุ และคัดกรองประเด็นด้านความยั่งยืน
เพื่อให้ได้ประเด็นที่ครอบคลุมบริบทการเปลี่ยนแปลงตามพลวัตของโลกและธุรกิจ บริษัทฯ ดำเนินการระบุประเด็น โดยพิจารณาปัจจัยนำเข้ารอบด้านที่หลากหลาย ดังนี้
- ศึกษาบริบทด้านความยั่งยืนและธุุรกิจขององค์กรให้สอดคล้องกับ (1) บริบทที่ใช้ในการกำหนดกลยุทธ์องค์กร (2) ประเด็นความเสี่ยงองค์กร และ (3) ระบบการบริหารจัดการองค์กร
- วิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าและบริบทองค์กร โดยวิเคราะห์กิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ระบบนิเวศเชิงธุรกิจ ได้แก่ ศูนย์การค้า ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม เพื่อระบุความเชื่อมโยงที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียหลัก อาทิ ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน และชุมชน รวมถึงความเสี่ยงองค์กร และทิศทางกลยุทธ์ธุรกิจระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
- ประเมินความเสี่ยงและโอกาสผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนตามหลักการวิเคราะห์ทุนทั้ง 6 ด้าน ที่ครอบคลุมมิติทุนทางการเงิน การผลิต ธรรมชาติ มนุษย์ ปัญญา และสังคม เพื่อสะท้อนภาพรวมการใช้ทรัพยากรและการสร้างคุณค่าขององค์กรอย่างรอบด้าน วิเคราะห์แนวโน้มความยั่งยืนและมาตรฐานสากล โดยอ้างอิงเทรนด์โลกจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) รวมถึงประเด็นความสนใจจากมาตรฐานลถาบันการประเมินด้านความยั่งยืน เช่น Dow Jones Best-in-Class Indices คณะกรรมการมาตรฐานความยั่งยืนระหว่างประเทศ (International Sustainability Standards Board : ISSB) คณะกรรมการมาตรฐานการบัญชีเพื่อความยั่งยืน (Sustainability Accounting Standards Board: SASB) รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้เสีย อันได้แก่ ลูกค้า ร้านค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน ภาครัฐ เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้น
นำประเด็นที่ระบุได้ทั้งหมดมาทบทวนกับประเด็นจากปีก่อนหน้า เพิ่มเติม / ลดทอน ประเด็นที่เกี่ยวข้อง และจัดหมวดหมู่ เป็นหัวข้อและหัวข้อย่อย ด้วยวิธีการ top-down จากกระบวนการกำหนดกลยุทธ์องค์กร และ bottom-up จากกระบวนการรับฟังเสียงและการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญซึ่งมีการทบทวนทุกปี ตามกระบวนกำหนดกลยุทธ์องค์กร และกระบวนการกำหนดประเด็นความเสี่ยงองค์กร
การวิเคราะห์ ประเมิน และจัดลำดับความสำคัญของผลกระทบ
บริษัทฯ วิเคราะห์ประเด็นความยั่งยืนที่สำคัญในปีนั้นๆ โดยพิจารณาจาก ผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาส (Impacts, Risks and Opportunities - IROs) และใช้หลักการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนแบบ 2 มิติ (Double Materiality Assessment) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเด็นที่มีผลต่อการสร้างคุณค่าของกิจการ ควบคู่ไปกับการประเมินผลกระทบและความสนใจของผู้มีส่วนได้เสียใน 5 ระดับ ผ่านการพิจารณาใน 2 มิติ ดังนี้
-
มิติผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality / Inside-Out) โดยประเมินผลกระทบที่แท้จริงและที่อาจเกิดขึ้นทั้งเชิงบวกและลบของประเด็นความยั่งยืนนั้นๆ ที่มีต่อผู้มีส่วนได้เสียในวงกว้าง กำหนดเกณฑ์ในการประเมินความรุนแรงของผลกระทบ ดังนี้
- ระดับความรุนแรงหรือขนาดของผลกระทบ ทั้งความเสียหายหรือประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้คนหรือสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงตามกรอบการรายงานสากล GRI Standards และมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน IFRS S1 และ S2 ควบคู่กับเกณฑ์เฉพาะของอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และมาตรฐานสากลอื่นๆ ได้แก่ SASB, ESRS (ภายใต้กรอบ CSRD), GRESB, TCFD และ S&P Global (CSA) ทั้งนี้ ได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียมาร่วมคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักในประเด็นนั้นๆ เพิ่มเติม (เฉพาะประเด็นที่ผู้มีส่วนได้เสียให้ความสำคัญ)
- การกระจายตัวหรือขอบเขตของผลกระทบ โดยพิจารณาความกว้างขวางของผลกระทบ ทั้งในแง่จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ หรือขนาดพื้นที่ทางภูมิศาสตร์
- ลักษณะที่แก้ไขให้กลับคืนดังเดิมไม่ได้ ซึ่งประเมินเฉพาะผลกระทบเชิงลบ โดยคำนึงถึงความยากง่าย ระยะเวลา และความเป็นไปได้ในการเยียวยาหรือฟื้นฟูสิ่งที่เสียหายให้กลับมาเหมือนเดิม
นอกจากนั้น บริษัทฯ ได้เริ่มนำแนวคิดการประเมินมูลค่าผลกระทบมาใช้ เพื่อวัดผลเชิงปริมาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยแปลงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์
- มิติผลกระทบต่อมูลค่าองค์กรและการเงิน (Financial Materiality / Outside-In) โดยประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่ปัจจัยภายนอกจะส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบต่อสถานะทางการเงิน กระแสเงินสด สินทรัพย์ และชื่อเสียงของบริษัทฯ ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว ซึ่งสอดคล้องกับกรอบการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดเกณฑ์ในการประเมินออกเป็น ขนาดของผลกระทบทางการเงิน, โอกาสที่จะเกิดขึ้น, ความเสี่ยงด้านต้นทุนทางการเงิน และความพร้อมของบริษัทฯ ในการจัดการผลกระทบนั้นๆ
การจัดลำดับความสำคัญ การทวนสอบ และขอรับรอง
ประเด็นที่ระบุได้จะถูกจัดลำดับความสำคัญและนำเสนอผ่าน Materiality Matrix โดยประเด็นที่มีนัยสำคัญระดับสูงมาก จะถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักขององค์กร และจะถูกตรวจสอบความถูกต้อง และรับรองความโปร่งใสและน่าเชื่อถือโดย
- การสอบทานภายใน โดยคณะทำงานขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
- การรับรองจากภายนอก โดยบริษัทฯ จัดให้มีผู้ทวนสอบอิสระภายนอก เข้ามาตรวจสอบกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความครบถ้วนของข้อมูล ตามมาตรฐาน AA1000AS V3 และ ISAE 3000
การบูรณาการสู่กระบวนการจัดการความเสี่ยง และกลยุทธ์
- คณะทำงานขับเคลื่อนการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน นำผลลัพธ์ที่ได้รับการอนุมัติแล้ว เปิดเผยบนเว็บไซต์ของบริษัท และนำไปบูรณาการเข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ และการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเด็นที่ได้รับการประเมินความสำคัญในระดับ "สูงมาก" จะถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักด้านความยั่งยืนประจำปี และตัวชี้วัดความเสี่ยงในเรื่อง ESG และถูกนำไปเชื่อมโยงกับการประเมินผลการปฏิบัติงานและการพิจารณาค่าตอบแทนของประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารระดับสูง และพนักงานทั่วทั้งองค์กร เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง (ดังรายงานใน “โครงสร้างค่าตอบแทนที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน)
ผลการทบทวนและยกระดับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน ประจำปี 2568-2569
ในรอบปีที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทฯ และคณะทำงานด้านความยั่งยืนได้มีมติอนุมัติการทบทวนนโยบายและเป้าหมายระยะยาว เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับบริบทโลกและมาตรฐานสากล IFRS S1/S2 และ TCFD โดยมีการยกระดับเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ดังนี้
การยกระดับสู่แผนเปลี่ยนผ่านทางสภาพภูมิอากาศ
บริษัทฯ ได้ยกระดับกรอบการดำเนินงานจาก "เส้นทางสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" สู่การบริหารจัดการที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในรูปแบบ "แผนเปลี่ยนผ่านทางสภาพภูมิอากาศ" โดยปรับโครงสร้างแผนงานออกเป็น 2 มิติสำคัญ ดังนี้
- กลยุทธ์การลดผลกระทบ มุ่งเน้นมาตรการหลักในการลดคาร์บอน Scope 1 & 2 ผ่านประสิทธิภาพพลังงาน และขยายผลสู่การลดคาร์บอนแฝง ใน Scope 3 ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยปรับสถานะการชดเชยคาร์บอนเป็นเพียงมาตรการทางเลือกสุดท้ายสำหรับก๊าซเรือนกระจกที่ลดไม่ได้จริง
- กลยุทธ์การปรับตัว เป็นมิติที่ได้รับการยกระดับขึ้นมาใหม่ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงทางกายภาพ เช่น น้ำท่วม พายุ คลื่นความร้อน โดยนำปัจจัยเหล่านี้มาใช้เป็นเกณฑ์ในการออกแบบโครงการใหม่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ธุรกิจ
การปรับปรุงกลไกทางการเงินและธรรมาภิบาล
เพื่อขับเคลื่อนแผนงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริง บริษัทฯ ได้นำเครื่องมือและปรับกลไกใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการ ดังนี้
-
การนำราคาคาร์บอนภายในองค์กรมาใช้เพื่อประเมินมูลค่าความเสี่ยงและโอกาส โดยบริษัทฯ ได้นำเกณฑ์ราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Price - ICP) เทคนิคราคาเงามาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินสำคัญในการคำนวณและแปลงสภาพผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เป็นตัวเลขทางการเงินตามมาตรฐาน IFRS S2 โดยครอบคลุม 2 มิติหลัก คือ
- การประเมินความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยใช้ ICP จำลองต้นทุนทางธุรกิจที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคตจากมาตรการภาษีคาร์บอนและความผันผวนของราคาค่าไฟฟ้าและพลังงาน เพื่อสะท้อนผลกระทบทางการเงินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในรายงาน
- การประเมินโอกาสการลงทุน โดยใช้คำนวณผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อแสดงมูลค่าที่หลีกเลี่ยงได้ และสนับสนุนการตัดสินใจจัดสรรเงินทุนสู่โครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การปรับปรุงกฎบัตรและความรับผิดชอบของคณะกรรมการ
การจัดโครงสร้างประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนใหม่
เพื่อให้การรายงานสะท้อนบริบทความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างประเด็นสำคัญใหม่ ดังนี้
- การสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ โดยย้ายการจัดการพลังงานไปรวมกับการลดก๊าซเรือนกระจก (E1) และแยกเรื่องการดูแลรักษาทรัพยากร การบริหารจัดการน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพ (E4) ออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เพื่อเน้นการดูแลระบบนิเวศ
- การยึดคนเป็นศูนย์กลาง โดยขยายขอบเขตเรื่องมลพิษทางอากาศและ PM 2.5 จากมิติสิ่งแวดล้อม ไปรายงานเพิ่มเติมในมิติสังคมภายใต้หัวข้อความปลอดภัยและสุขภาวะ (S4) และประสบการณ์ลูกค้า (S1) เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
- บูรณาการนวัตกรรมเป็นปัจจัยขับเคลื่อน โดยปรับรูปแบบเรื่องนวัตกรรมจากหัวข้อแยกต่างหาก สู่การเป็น "ทุนทางปัญญา" ที่สอดแทรกอยู่ในทุกมิติ เช่น นวัตกรรมสิ่งแวดล้อม (รายงานใน E1 และ G4) นวัตกรรมบริการ (รายงานใน S1 และ S2) และนวัตกรรมกระบวนการทำงาน (รายงานใน S3) เพื่อแสดงว่าองค์กรใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกส่วน
สรุปการเปลี่ยนแปลงในการรายงานประเด็นความสำคัญด้านความยั่งยืน สถานะ และนัยสำคัญทางกลยุทธ์ ที่เกิดขึ้นในปี 2568-2569
| องค์ประกอบ | การเปลี่ยนแปลงสำคัญ | สถานะและนัยสำคัญทางกลยุทธ์ |
|---|---|---|
| 1. กรอบกลยุทธ์หลัก | Net Zero Pathway Climate Transition Plan | ความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล ยกระดับสู่มาตรฐานสากล โดยครอบคลุมทั้งการลดผลกระทบ และการรับมือความเสี่ยง |
| 2. การจัดการ Scope 1 & 2 | Decarbonization E1: Core Measures | กลไกขับเคลื่อนหลัก มาตรการหลักในการลดคาร์บอนผ่านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานหมุนเวียน |
| 3. การจัดการ Scope 3 | Decarbonization E1: Extended Measures | การมุ่งเน้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขยายผลสู่ห่วงโซ่อุปทานและการออกแบบอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม |
| 4. การชดเชยคาร์บอน | General Offset E1: Neutralization Measures | มาตรการทางเลือกสุดท้าย ดำเนินการชดเชยคาร์บอนเฉพาะส่วนที่ลดไม่ได้จริง หรือเพื่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง |
| 5. การปรับตัวต่อสภาพอากาศ | New Focus E2: Elevated Dimension | การสร้างภูมิคุ้มกันทางธุรกิจ เป็นประเด็นใหม่เพื่อบริหารความเสี่ยงทางกายภาพ และสร้างความยืดหยุ่นให้สินทรัพย์ |
| 6. เครื่องมือทางการเงิน | ROI แบบเดิม ROI + ICP | การประเมินมูลค่าผลกระทบทางการเงิน นำราคาคาร์บอนภายในองค์กรมาใช้ในการประเมินมูลค่าความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน และโอกาสการลงทุน |
| 7. การกำกับดูแล | Standard Duties Climate Oversight Integration | บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ โดยปรับปรุงกฎบัตรให้ระบุหน้าที่กำกับดูแล Climate Risk ชัดเจน และขยายขอบเขตครอบคลุมทุกธุรกิจ |
| 8. ประเด็นพลังงานและน้ำ | Separate Issues E1 & E4 Integration | รวมการจัดการด้านพลังงานรายงานในหัวข้อ E1 และแยกการบริหารจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพเป็น E4 เพื่อรายงานผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติให้ชัดเจนขึ้น |
| 9. ประเด็นมลพิษ | Environment Social Dimension | การยึดคนเป็นศูนย์กลาง ขยายขอบเขตการรายงานไปรายงานเพิ่มในมิติด้านสังคม เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพคนและประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง |
| 10. ประเด็นนวัตกรรม | Standalone Issue Integrated Enabler | ปรับเป็น ทุนทางปัญญา ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่แทรกอยู่ในทุกมิติ (E1, G4, S1, S2, S3) |
ผลการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน ประจำปี 2568
จากการดำเนินงานตามกระบวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน 4 ขั้นตอน และการทบทวนกลยุทธ์องค์กรประจำปี บริษัทฯ ได้สรุปผลการประเมินประเด็นสำคัญในรูปแบบ Double Materiality Matrix ซึ่งสะท้อนทั้งมุมมองผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม (Impact Materiality) และผลกระทบต่อมูลค่าทางธุรกิจ (Financial Materiality) ตามแนวทางของมาตรฐาน IFRS S1, S2 และ ESRS ดังนี้
สรุปประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน 14 ประเด็น ได้แก่
ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนที่ถูกนำไปกำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับองค์กร มีดังนี้
| ตัวชี้วัดที่กำหนด | เป้าหมาย | แผนการดำเนินงาน | |||
|---|---|---|---|---|---|
| ระยะสั้น | ระยะกลาง | ระยะยาว | |||
| E1: การลดก๊าซเรือนกระจก | |||||
| การลดลงของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก | ปี 2568 ลดลง 5% เทียบกับปี 2567 | Link | |||
| การลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ (ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด และปีฐานให้สอดคล้องตามบริบทการเติบโตของบริษัทฯ และแนวทางสากลมากขึ้น) | ปี 2569 ลดลง 10% เทียบกับปีฐาน 2567 | ปี 2577 ลดลง 50% เทียบกับปี 2567 | ปี 2593 ลดลง 90% เทียบกับปี 2567 | Link | |
| E3: การจัดการขยะ และเศรษฐกิจหมุนเวียน | |||||
| อัตราการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ (Diversion rate) | ปี 2568 50% ของปริมาณขยะทั้งหมด | ปี 2577 80% ของปริมาณขยะทั้งหมด | ปี 2593 90% ของปริมาณขยะทั้งหมด | Link | |
| S5: การรับผิดชอบ และพัฒนาชุมชน | |||||
| สัดส่วนการจัดสรรพื้นที่เพื่อชุมชน โดยเทียบกับพื้นที่ส่วนกลางเพื่อการพาณิชย์ | ปี 2568 2% หรือ 14.2 ล้านตารางเมตร-วัน | ปี 2577 7% | ปี 2593 อยู่ระหว่างการศึกษาตัวชี้วัดที่เหมาะสม | Link | |
| มูลค่ารายได้กลับคืนสู่ชุมชนจากกิจกรรมทางการตลาด และการจัดซื้อจัดจ้างอย่างรับผิดชอบ | ปี 2568 4,700 ล้านบาท | ปี 2577 ปรับตัวชี้วัดเป็น SROI มีเป้าหมายในอัตรา 1:20 | ปี 2593 อยู่ระหว่างการศึกษาตัวชี้วัดที่เหมาะสม | Link | |
| G4: การบริหารห่วงโซ่อุปทานที่รับผิดชอบ | |||||