ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย

ผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
การกำกับดูแล
บริษัทฯ ตระหนักดีว่าปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพมีความสำคัญเทียบเท่ากับวิกฤตโลกรวน จึงได้บูรณาการเรื่องนี้เข้าสู่โครงสร้างการกำกับดูแลระดับสูง โดยมีคณะกรรมการด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่ติดตามผลกระทบและกำหนดมาตรการ ซึ่งจะรายงานผลตรงต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน รวมถึงคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้มั่นใจว่าการปกป้องระบบนิเวศถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเติบโตทางธุรกิจ
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
หากฐานการดำเนินธุรกิจเกิดภาวะความหลากหลายทางชีวภาพเสื่อมถอย ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรพื้นฐาน ได้แก่ อากาศ น้ำ ดิน และไม้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และส่งผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า นอกจากนี้ การขาดบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการประเมินความเสี่ยงด้านนี้ยังถือเป็นความท้าทายสำคัญขององค์กร
กระนั้น บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นการสร้างคุณค่าร่วม โดยยึดหลัก Green Urban Design เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศไม่เพียงแต่ช่วยลดอุณหภูมิรอบอาคาร แต่ยังสร้างความแตกต่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างธุรกิจ เมือง และธรรมชาติ โดยมุ่งขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เคารพต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero Carbon ภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ
บริษัทฯ ประเมินความเชื่อมโยงระหว่างการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กับธรรมชาติ ผ่านกรอบการประเมิน DIROs (Dependencies, Impacts, Risks, Opportunities) ตามมาตรฐาน TNFD ดังนี้
- การพึ่งพาธรรมชาติ ธุรกิจศูนย์การค้าจำเป็นต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในมิติของการเป็นแหล่งวัตถุดิบหลัก เช่น ทรัพยากรน้ำบาดาล น้ำประปา ตลอดจนวัสดุก่อสร้าง รวมถึงต้องพึ่งพาบริการจากระบบนิเวศ หรือคุณประโยชน์ที่กลไกทางธรรมชาติเกื้อกูลและปกป้องธุรกิจ เช่น การที่พื้นที่สีเขียวช่วยให้ร่มเงาและลดอุณหภูมิรอบอาคาร ซึ่งช่วยลดต้นทุนและภาระของระบบปรับอากาศ หรือการที่หน้าดินและแหล่งน้ำธรรมชาติช่วยดูดซับและชะลอน้ำเพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากอุทกภัย
- ผลกระทบต่อธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อการก่อสร้าง หากขาดการควบคุม อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อหน้าดิน ทิศทางการไหลของน้ำ และถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่น
- ความเสี่ยงทางธุรกิจ ความเสี่ยงทางกายภาพจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว เช่น วิกฤตอุทกภัยและภัยแล้ง ซึ่งเป็นผลพวงจากระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม สามารถสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน และกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ
- โอกาสในการสร้างคุณค่า การพัฒนาเมืองสีเขียว และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เช่น การสนับสนุนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Products) ไม่เพียงแต่ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร แต่ยังสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น ยกระดับภาพลักษณ์องค์กร และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
การบริหารความเสี่ยงและผลกระทบ โดยบูรณาการ LEAP และลำดับขั้นการบรรเทาผลกระทบ บริษัทฯ จัดการความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ โดยผสานกระบวนการ LEAP Approach ของ TNFD เข้ากับหลักการบรรเทาผลกระทบอย่างมีลำดับขั้น ดังนี้
-
ขั้นที่ 1: การระบุพื้นที่เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบ (L - Locate Avoidance)
บริษัทฯ กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการใหม่อย่างเข้มงวด เพื่อระบุพิกัดและตรวจสอบพื้นที่โครงการเทียบกับฐานข้อมูลพื้นที่วิกฤตทางความหลากหลายทางชีวภาพ (IUCN Red List, WWF) โดยยึดมั่นนโยบายไม่พัฒนาโครงการในพื้นที่หวงห้ามและเขตอนุรักษ์อย่างเด็ดขาด -
ขั้นที่ 2: การประเมินเพื่อลดผลกระทบเชิงลึก (E - Evaluate Minimization)
- เชื่อมโยงกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ เพื่อรับมือกับวิกฤตอุทกภัย บริษัทฯ ได้ลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งไม่เพียงแต่ปกป้องทรัพย์สินขององค์กร แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ และป้องกันไม่ให้น้ำเสียหรือสิ่งปนเปื้อนจากศูนย์การค้ารั่วไหลออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติในช่วงน้ำหลาก
- การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในพื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้น้ำบาดาล บริษัทฯ ดำเนินการขออนุญาตอย่างถูกต้อง ควบคุมปริมาณการสูบน้ำไม่ให้เกินขีดจำกัดของชั้นน้ำบาดาล และจัดทำรายงานส่งหน่วยงานรัฐทุกเดือน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการทรุดตัวของหน้าดินและรักษาสมดุลของแหล่งน้ำใต้ดิน
-
ขั้นที่ 3: การวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศเมือง (A - Assess Restoration)
- การอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว: ดำเนินมาตรการล้อมย้ายต้นไม้ใหญ่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 6 นิ้วขึ้นไป ที่มีอยู่เดิมในพื้นที่ก่อสร้างไปอนุบาล และนำกลับมาปลูกใหม่เมื่อโครงการแล้วเสร็จ หรือย้ายไปปลูกในพื้นที่หรือโครงการที่เหมาะสมต่อไป
- สถาปัตยกรรมเชิงนิเวศ: กำหนดนโยบายการจัดสวนโดยเลือกปลูกไม้พื้นถิ่น เป็นหลัก เสริมด้วยไม้ดอกและไม้ผล เพื่อลดความต้องการน้ำและดึงดูดแมลงที่มีประโยชน์ ควบคู่ไปกับแผนเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือ Green Space จากการปลูกต้นไม้เพิ่มเติมภายในบริเวณกึ่งกลางแจ้งของโครงการ ทั้งเพื่อสร้างแนวกันชนสีเขียว (Green Buffer) และเป็นปอดแห่งใหม่ให้ชุมชน
-
ขั้นที่ 4: การเตรียมพร้อมเพื่อชดเชยและสร้างผลกระทบเชิงบวก (P - Prepare Offset & Net Positive Impact)
- ชดเชยเชิงนิเวศ: ผลักดันโครงการปลูกป่าซับคาร์บอน 1 ล้านต้น (ภายในปี 2573) เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ พร้อมทั้งจัดแคมเปญแจกกล้าไม้ให้แก่พนักงาน ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาบริษัทฯ เพื่อขยายเครือข่ายพื้นที่สีเขียวในระดับครัวเรือน
- ชดเชยเชิงเศรษฐกิจสังคม: สนับสนุนพื้นที่ส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์สินค้า GI (Geographical Indication) จากเกษตรกรท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกทางเศรษฐกิจในการจูงใจให้ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต้นน้ำและแหล่งเพาะปลูก
โครงการ One Million Trees Movement
บริษัทฯ ดำเนินโครงการ “ปลูกป่าซับคาร์บอน One Million Trees” โดยมีเป้าหมายปลูกต้นไม้ให้ครบ 1,000,000 ต้น ภายในปี 2593 เพื่อเป็นกลไกทางธรรมชาติในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก (Carbon Removal) โดยในปี 2568 สามารถปลูกต้นไม้ได้แล้วกว่า 800,000 ต้น แบ่งเป็น:
200,000 ต้น
ปลูกในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในจังหวัดชลบุรี พิษณุโลก และเชียงราย
600,000 ต้น
ร่วมปลูกกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพื้นที่ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมกว่า 3,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย และน่าน
คาดว่าเมื่อปลูกครบตามเป้าหมาย ต้นไม้เหล่านี้จะสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากถึง 8,100 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ภายในปี 2573 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2593 ขององค์กร
การดูแลและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ก่อนการพัฒนาโครงการทุกแห่ง บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจและอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่อย่างรอบคอบ โดยมีการสำรวจแล้วกว่า 110 โครงการ และล้อมต้นไม้ใหญ่และย้ายปลูกได้สำเร็จกว่า ทั้งสิ้น 1,000 ต้น เพื่อคงไว้ซึ่งความเชื่อมโยงทางระบบนิเวศในพื้นที่เดิม
บริษัทฯ ใช้พรรณไม้ท้องถิ่นเป็นหลักในการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว เสริมด้วยไม้ดอกและไม้ผลเพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและดึงดูดแมลงนานาชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ เช่น ผึ้งและผีเสื้อ
การออกแบบพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศในเมือง
ในด้านการพัฒนาโครงการเมือง บริษัทฯ ยึดหลัก Green Urban Design โดยโครงการสำคัญอย่าง Central Park Bangkok ได้รับการออกแบบให้เป็นแลนด์มาร์กที่มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 40% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีการวางระบบนิเวศเมืองให้รองรับทั้งคน สัตว์ และพันธุ์ไม้ในพื้นที่ได้อย่างสมดุล พร้อมกับลดผลกระทบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อน (Urban Heat Island)
มาตรการดูแลระยะยาว
บริษัทฯ ดำเนินมาตรการดูแลพื้นที่สีเขียวและต้นไม้หลังเปิดดำเนินการอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้น้ำรีไซเคิลจากระบบบำบัดน้ำเสีย และการใช้ปุ๋ยหมักจากขยะอินทรีย์ภายในศูนย์การค้า เพื่อเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
การติดตามและรายงานผล
การบริหารจัดการระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรายงานต่อคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการด้านสิ่งแวดล้อมทุกด้านดำเนินไปตามกลยุทธ์และเป้าหมายขององค์กร




