เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนและติดตามแผนจัดการความเสี่ยงสำคัญ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจหลักเป็นรายไตรมาส โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (RMC) และคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง (RPC) ได้ประชุมร่วมกันรวม 4 ครั้งตลอดปี เพื่อประเมินและควบคุมระดับความเสี่ยง (Risk Exposure) ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
เป้าหมาย

ภายในปี 2573

มุ่งยกระดับและบูรณาการระบบบริหารความเสี่ยงตามกรอบมาตรฐาน COSO Enterprise Risk Management (ERM) 2017 เต็มรูปแบบในทุกกลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับการผนวกปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการลงทุน เพื่อสนับสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายระยะยาว ภายในปี 2593

มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยงที่เข้มแข็งทั่วทั้งองค์กร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของธุรกิจต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ตามแผนงาน

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลและการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความผันผวนสูง บริษัทฯ ตระหนักถึงความท้าทายและโอกาสที่สำคัญ ดังนี้

ความท้าทายและความเสี่ยงสำคัญ

  • โครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อน ในการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนคู่ค้า Tier-1 และเครือข่ายผู้เช่าร้านค้าจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐาน ESG ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

  • ความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพจากภัยธรรมชาติที่ผันผวนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเตรียมบังคับใช้กฎหมายและเกณฑ์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้องค์กรต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานที่อาจสูงขึ้น

  • ภัยคุกคามทางไซเบอร์และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เป็นความเสี่ยงจากการเร่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยระบบดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ รวมถึงความเสี่ยงในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของลูกค้าและผู้เช่าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของบริษัทฯ

โอกาสทางธุรกิจ

  • การสร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยการบูรณาการระบบ GRC (Governance, Risk, and Compliance) ร่วมกับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่เข้มงวด ช่วยลดความสูญเสียและจำกัดผลกระทบจากการหยุดชะงักของกระบวนการดำเนินงานหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันจากความเชื่อมั่น จากการยกระดับการจัดการความเสี่ยง ESG เชิงรุกตามมาตรฐานสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในดัชนีความยั่งยืนระดับสากลและระดับประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กรและช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากผู้ลงทุนสถาบันในระยะยาว

การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดโอกาสเกิดความสูญเสีย และช่วยให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบและครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว บริษัทฯ ได้นำกรอบการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐาน COSO ERM 2017 มาใช้เป็นแนวทางหลักในการกำกับดูแลความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้สามารถระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเชื่อมโยงแนวทางการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ

นอกจากนี้ เพื่อให้เท่าทันต่อบริบทความท้าทายใหม่ ๆ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการบริหารจัดการให้ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) โดยเฉพาะการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐาน IFRS S2 เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานและรองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การเชื่อมโยงมิติ ESG เข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยงหลักขององค์กร ช่วยให้บริษัทฯ สามารถจำกัดผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง

บริษัทฯ บริหารจัดการความเสี่ยงผ่านกลไกการกำกับดูแล 3 ระดับ เพื่อให้ครอบคลุมการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ โครงสร้างดังกล่าวมีการวางบทบาทหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การควบคุมภายในของหน่วยงานปฏิบัติการ การสอบทานโดยกลุ่มงานบริหารความเสี่ยงส่วนกลาง ไปจนถึงการกำกับนโยบายโดยคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรเป็นไปตามแนวปฏิบัติและมาตรฐานที่กำหนด

คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง

บริษัทฯ กำกับดูแลความเสี่ยง ผ่านการกำหนดนโยบายความเสี่ยง กำหนดระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และ กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม รวมทั้ง กำหนดให้การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระต่อกัน โดยบริษัทฯ กำกับดูแลความเสี่ยงผ่านคณะกรรมการ และ ผู้บริหาร ดังต่อไปนี้

มีกรรมการอิสระเป็นประธานกรรมการ และ มีกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่ รับทราบและให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบายความเสี่ยง โครงสร้างและกรอบการบริหารความเสี่ยง และ ความเสี่ยงที่สำคัญ, พิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อระดับความเสี่ยง และ ช่วงเบี่ยงเบนของความเสี่ยงที่ยอมรับได้, กำกับดูแล การกำหนดเป้าหมายในการวัดผลการปฏิบัติงาน และ ดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ, พิจารณาความเหมาะสมและประเมินประสิทธิผลของการตอบสนองต่อความเสี่ยงของฝ่ายบริหาร รวมทั้ง รายงานกิจกรรมต่างๆของการบริหารความเสี่ยงต่ออ่านเพิ่มเติมเพื่อรับทราบอย่างสม่ำเสมอ

มีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธานกรรมการ และ มีผู้บริหารจากแต่ละฝ่ายงานหลักเป็นกรรมการ โดยมีหน้าที่ กำกับดูแลการปฏิบัติตามนโยบายความเสี่ยง และ แนวทางการบริหารความเสี่ยง, กำกับดูแลให้หน่วยธุรกิจ ระบุ ประเมิน จัดการ และ รายงานการบริหารความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการบรรลุวัตถุประสงค์ และ ผนวกการบริหารความเสี่ยงเข้าไปในแผนธุรกิจและการรายงานผลดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง, ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร รวมทั้ง รายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยงและอ่านเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ

ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง สนับสนุนงานบริหารความเสี่ยง โดยมีหน้าที่ ติดตาม วิเคราะห์ และ รายงานความเสี่ยงสำคัญต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รวมทั้ง สนับสนุนหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงให้สามารถระบุความเสี่ยงสำคัญ ประเมินระดับความเสี่ยง จัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยแผนกบริหารความเสี่ยงปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแล ของ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงาน การเงิน บัญชี และ ความเสี่ยง

บริษัทฯ กำหนดให้แผนกบริหารความเสี่ยง ปฏิบัติงานสนับสนุน สำนักตรวจสอบภายใน ให้สามารถทวนสอบกิจกรรมสำคัญขององค์กร โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงของหน่วยงาน และ กิจกรรมการดำเนินงาน รวมทั้งนำผลการตรวจประเมินของสำนักตรวจสอบภายใน เป็นข้อมูลในการระบุ และ วิเคราะห์ความเสี่ยงสำคัญ นอกจากนี้ แผนกบริหารความเสี่ยงต้องรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อคณะกรรมการตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ครอบคลุมตั้งแต่การระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยง โดยมีการทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นประจำทุกปี หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ บริษัทฯ ใช้ Risk Map เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง พร้อมติดตามแนวโน้มความเสี่ยงผ่านตัวชี้วัดความเสี่ยงหลัก (Key Risk Indicators: KRIs) เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการลดความเสี่ยงที่เหมาะสม

บริษัทฯ ทบทวนความเสี่ยง (Risk review) และ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk appetite) เพื่อกำหนดความเสี่ยงสำคัญ (Key risks) อย่างสม่ำเสมอ (ปีละครั้ง) หรือ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทฯ

บริษัทฯ ระบุปัจจัยเสี่ยงจากทั่วทั้งองค์กร โดยคำนึงทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ให้สอดคล้องทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์องค์กร พิจารณาโอกาสและผลกระทบของเหตุการณ์ที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม แล้วประเมินความเสี่ยง เพื่อจัดลำดับความสำคัญ ของความเสี่ยงตามโอกาสที่จะเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) ด้วยแผนที่ความเสี่ยง (Risk map) แล้วกำหนดแผนจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อกำกับและควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

บริษัทฯ ติดตามความเสี่ยงผ่านตัวชี้วัดความเสี่ยงสำคัญ (Key Risk Indicators : KRIs) และ ความคืบหน้าของแผนจัดการความเสี่ยงที่กำหนดไว้ เพื่อประเมินระดับความเสี่ยงทุกไตรมาส เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมบริหารความเสี่ยง และ คณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้าน ESG
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์และภาวะวิกฤต

    บริษัทฯ นำข้อมูลเชิงสถิติมาบูรณาการร่วมกับการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) และการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) เพื่อจำลองสถานการณ์วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์กร อาทิ ความผันผวนของต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า การปรับตัวสูงขึ้นของค่าแรง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยแล้งและอุทกภัย ทั้งนี้ ทั้งนี้ เพื่อประเมินผลกระทบต่อผลประกอบการทางการเงิน (Financial Materiality) และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางมาตรการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ

  • เครื่องมือทางการเงินเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางภูมิอากาศ (Internal Carbon Pricing: ICP)

    เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวกับภูมิอากาศ (IFRS S2) บริษัทฯ ได้นำ ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการประเมินมูลค่าผลกระทบ (Monetization of Climate-related IROs) ทั้งในมิติการประเมินความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และการประเมินความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) เฝ้าติดตามแนวโน้มความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรที่มีชื่อเสียง เช่น World Economic Forum (WEF) โดยพบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมและพายุ อาจทำให้ต้นทุนการพัฒนาและการดำเนินงานเพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัจฉริยะในการดำเนินธุรกิจอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลและความปลอดภัยทางไซเบอร์

ความเสี่ยง

ชนิดของความเสี่ยง:

สิ่งแวดล้อม

คำอธิบายความเสี่ยง:

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดที่ บริษัทฯ ต้องเผชิญ โดยมีผลกระทบที่ครอบคลุมตั้งแต่ระดับปฏิบัติการไปจนถึงระดับกลยุทธ์ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน อาจส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานของศูนย์การค้าและโครงการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซ่อมแซมและบำรุงรักษา นอกจากนี้ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นจากทั้งในประเทศและระดับสากล อาจเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานและการพัฒนาโครงการใหม่ๆ หากไม่มีมาตรการที่เหมาะสม บริษัทฯ อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านการลดลงของมูลค่าทรัพย์สิน ความล่าช้าในการพัฒนาโครงการ และการสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการ และออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้ทนทานต่อภัยธรรมชาติ รวมถึงการปรับใช้ระบบพลังงานสะอาดและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผลกระทบ:

ความเสียหายต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้มีต้นทุนการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสูงขึ้น การหยุดชะงักของการดำเนินงานในศูนย์การค้าและโครงการพัฒนา ความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อาจเพิ่มต้นทุนและกระทบต่อระยะเวลาการพัฒนาโครงการ ภาพลักษณ์ของบริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบหากไม่ได้ดำเนินมาตรการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเพียงพอ

แผนการรับมือ:

เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ ได้ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในทุกโครงการและออกแบบ โครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรับมือกับภัยธรรมชาติได้ โดยใช้ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในศูนย์การค้า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อลดความเสี่ยงด้านการกำกับดูแลในอนาคตเศรษฐกิจและการเงิน

ชนิดของความเสี่ยง:

เศรษฐกิจ

คำอธิบายความเสี่ยง:

ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภค หากเศรษฐกิจชะลอตัว การบริโภคและการใช้จ่ายของประชาชนจะลดลง ส่งผลโดยตรงต่อปริมาณผู้เข้าชมศูนย์การค้าและอัตราการเช่าพื้นที่ของ บริษัทฯ นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงของประเทศไทย (89.6% ของ GDP ในไตรมาสที่สองของปี 2567) อาจกระทบต่อยอดขายของผู้เช่าในศูนย์การค้า และส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับโครงสร้างค่าเช่าเพื่อลดผลกระทบต่อพันธมิตรทางธุรกิจ

บริษัทฯ อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย การลดลงของอัตราการเช่าอาจกระทบต่อรายได้และกำไรสุทธิ บริษัทฯ จึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการทางการเงินที่รอบคอบ โดยรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนในระดับที่เหมาะสม กระจายแหล่งเงินทุน และวางกลยุทธ์พัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับรายได้ของบริษัทฯ ในระยะยาว

ผลกระทบ:

ความต้องการพื้นที่เช่าลดลง ส่งผลต่อรายได้จากค่าเช่า การบริโภคที่ลดลงอาจกระทบต่อยอดขายของผู้เช่า และอาจนำไปสู่การลดค่าเช่าเพื่อช่วยเหลือผู้เช่า ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากอัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ

แผนการรับมือ:

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงดังกล่าว บริษัทฯ ได้ดำเนินกลยุทธ์ทางการเงินที่รอบคอบโดยการกระจายแหล่งเงินทุนให้หลากหลาย และบริหารอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารกระแสเงินสด ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดในสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและกระจายความเสี่ยงในพอร์ตสินทรัพย์ของบริษัทฯ

ชนิดของความเสี่ยง:

เทคโนโลยี

คำอธิบายความเสี่ยง:

การพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจทำให้ บริษัทฯ ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ข้อมูลลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจรั่วไหล นำไปสู่ความเสียหายด้านชื่อเสียงและค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล นอกจากนี้ การโจมตีทางไซเบอร์ยังอาจทำให้ระบบดิจิทัลของบริษัทฯ หยุดชะงัก ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

หากไม่มีมาตรการรับมือที่เหมาะสม บริษัทฯ อาจต้องเผชิญกับการสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจ บริษัทฯ จึงดำเนินมาตรการตามมาตรฐาน ISO 27001:2013 และ NIST SP800-53 เพื่อเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งจัดทำ Cyber Insurance และฝึกอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์

ผลกระทบ:

การรั่วไหลของข้อมูลอาจนำไปสู่ค่าปรับจากหน่วยงานกำกับดูแล การโจมตีทางไซเบอร์อาจทำให้ระบบดิจิทัลของศูนย์การค้าหยุดชะงัก ส่งผลต่อประสบการณ์ของลูกค้า ความเสียหายต่อชื่อเสียงและความไว้วางใจของลูกค้า

แผนการรับมือ:

บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์โดยนำมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล เช่น ISO 27001:2013 และ NIST SP800-53 มาใช้ พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผ่านการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดอบรมพนักงานเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง และมีการทำ Cyber Insurance เพื่อช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตีทางไซเบอร์

ชนิดของความเสี่ยง:

การเมือง

คำอธิบายความเสี่ยง:

สภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ไม่แน่นอนของประเทศไทย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของนโยบายเศรษฐกิจ อาจกระทบต่อการลงทุนของภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน การเปลี่ยนแปลงของภาษีหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ อาจทำให้ต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้น หรือกระทบต่อความสามารถในการขยายโครงการของบริษัทฯ

บริษัทฯ อาจได้รับผลกระทบจากการที่กฎหมายใหม่ๆ บังคับใช้โดยไม่มีการปรับตัวล่วงหน้า ซึ่งอาจเพิ่มภาระด้านต้นทุนและเวลาการดำเนินโครงการ บริษัทฯ จึงติดตามความเคลื่อนไหวของกฎหมายและนโยบายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา

ผลกระทบ:

ความล่าช้าในการพัฒนาโครงการใหม่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกฎหมายใหม่ที่ต้องปฏิบัติตาม ความไม่แน่นอนด้านนโยบายอาจลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน

แผนการรับมือ:

บริษัทฯ ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและนโยบายอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลง บริษัทฯ ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชนิดของความเสี่ยง:

สังคม

คำอธิบายความเสี่ยง:

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการหันไปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการเข้าชมศูนย์การค้าและการใช้บริการภายในโครงการของ บริษัทฯ หากบริษัทฯ ไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของผู้บริโภค อาจทำให้รายได้จากพื้นที่เช่าลดลง

บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการสร้าง “Experience-Based Destination” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการพัฒนาศูนย์การค้าที่เป็นมากกว่าพื้นที่สำหรับการช้อปปิ้ง แต่เป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตที่รวมถึงการพักผ่อน กิจกรรมเพื่อสุขภาพ และการสร้างสังคม นอกจากนี้ บริษัทยังเสริมสร้างช่องทางดิจิทัล และพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สามารถเชื่อมโยงกับการเข้าถึงสินค้าและบริการของผู้เช่า

ผลกระทบ:

อัตราการเข้าชมศูนย์การค้าลดลง ส่งผลต่อรายได้จากพื้นที่เช่า ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างของพื้นที่เช่าให้รองรับความต้องการใหม่

แผนการรับมือ:

บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์โดยพัฒนา “Experience-Based Destination” ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างในศูนย์การค้า โดยผสมผสานไลฟ์สไตล์ กิจกรรมเพื่อสุขภาพ และความบันเทิงเพื่อดึงดูดลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพัฒนาช่องทางดิจิทัลเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง และเพิ่มการใช้เทคโนโลยีในการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์การค้ากับลูกค้า

วัฒนธรรมความเสี่ยง

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับ การส่งเสริมวัฒนธรรม ความเสี่ยง (Risk Culture) ให้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร โดยสนับสนุนให้พนักงาน ทุกระดับ มีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงผ่านการอบรม การสื่อสาร และการประเมินผล บริษัทฯ ดำเนินการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับแนวทางการบริหารความเสี่ยง ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และมาตรฐานด้านการกำกับดูแลกิจการ ตลอดจนบูรณาการแนวทางบริหารความเสี่ยงเข้ากับการประเมินผลการทำงานของพนักงาน เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบและความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

บริษัทฯ สร้างและพัฒนา วัฒนธรรมความเสี่ยงขององค์กร ผ่านวิธีการ เครื่องมือ และแนวทางที่หลากหลาย ได้แก่

  • การสร้างความตระหนักในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญ ผ่านช่องทางและรูปแบบต่างๆ เช่น การสื่อสารความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ การละเมิดกฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่าน Email, Workplace เป็นต้น
  • การเรียนรู้ด้านการบริหารความเสี่ยง ผ่านหลักสูตร online สำหรับพนักงานทั้งองค์กร และ ผ่านการอบรมและประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับตำแหน่งงานสำคัญ เช่น ผู้จัดการทั่วไปศูนย์การค้า
  • การฝึกซ้อม และ ทดสอบ แผนการจัดการภาวะวิกฤต เช่น เพลิงไหม้, วินาศกรรม, การทำงานในที่สูง รวมทั้ง ฝึกซ้อมแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น การรักษาความปลอดภัยของระบบฐานข้อมูลอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • การผูกโยงกับผลตอบแทน โดยกำหนดให้ ความเสี่ยงเป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินผลงานของพนักงาน เช่น การจัดการ Incident & Crisis เป็นเกณฑ์ในการประเมินผลงาน ของ เจ้าหน้าที่ LP ในศูนย์การค้า
  • การสื่อสารประเด็นความเสี่ยงสำคัญ ผลกระทบ และ การจัดการความเสี่ยง รวมทั้ง ความเสี่ยงที่เกิดใหม่ (Emerging risks) ผ่านรายงานประจำปี (One Report) และเว็บไซต์บริษัทฯ เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่างๆ ทราบถึงการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง
การบริหารความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ครอบคลุมการระบุและจัดการประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดังนี้

ผู้เช่าอาคารและผู้ประกอบการร้านค้า

มุ่งเน้นการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) การบูรณาการข้อตกลงสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม และการใช้แอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในภาวะวิกฤต

ลูกค้าและผู้ใช้บริการ

การควบคุมความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยผ่านระบบหมุนเวียนอากาศ ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยี MERV 14 ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

การคัดเลือกและประเมินคู่ค้า ตามหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) การกำกับดูแลความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานผ่านจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อให้แน่ใจว่าคู่ค้าดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรม และความโปร่งใส นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบและประเมินคู่ค้าใน โครงการพัฒนา 100% พร้อมให้การอบรมแก่คู่ค้าเพื่อเสริมสร้างมาตรฐานการดำ เนินงานและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

พนักงาน

การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงานตามมาตรฐาน ISO 45001 สิทธิแรงงาน และการควบคุมความเสี่ยงด้านการคุกคามในองค์กร

ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และเจ้าหนี้

การลดความเสี่ยงทางการเงินผ่านการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลที่โปร่งใส และการควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net D/E Ratio) ให้อยู่ในระดับที่กำหนด

ชุมชน และหน่วยงานกำกับดูแล

การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA/SIA) และการลดผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนโดยรอบสาขา

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้เช่าอาคาร ลูกค้า โครงการที่พักอาศัย
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชน / ตัวแทนชุมชน รวมหน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ
ผู้ถือหุ้น
เจ้าหนี้