เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2568 บริษัทฯ ดำเนินการทบทวนและติดตามแผนจัดการความเสี่ยงสำคัญ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจหลักเป็นรายไตรมาส โดย

  • คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (RMC) และคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง (RPC) ได้ประชุมร่วมกันรวม 4 ครั้งตลอดปี เพื่อประเมินและควบคุมระดับความเสี่ยง ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
  • นอกจากนี้ได้ทบทวนความเสี่ยงสำคัญระดับองค์กรประจำปี โดยพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในองค์กรอย่างรอบด้าน อาทิ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ สภาพการแข่งขัน พฤติกรรมผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี กฎหมายและกฎระเบียบ ตลอดจนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงกลยุทธ์และแผนการเติบโตของบริษัทฯ เพื่อกำหนด ติดตาม และกำหนดมาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
เป้าหมาย

ภายในปี 2573

มุ่งยกระดับและบูรณาการระบบบริหารความเสี่ยงตามกรอบมาตรฐาน COSO Enterprise Risk Management (ERM) 2017 เต็มรูปแบบในทุกกลุ่มธุรกิจ ควบคู่กับการผนวกปัจจัยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการลงทุน เพื่อสนับสนุนแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

เป้าหมายระยะยาว ภายในปี 2593

มุ่งเน้นการสร้างวัฒนธรรมความเสี่ยงที่เข้มแข็งทั่วทั้งองค์กร และเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการฟื้นตัวของธุรกิจต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ตามแผนงาน

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ต้นทุนพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน กฎระเบียบภาครัฐ ความตึงเครียดทางการค้า และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อการลงทุน การท่องเที่ยว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการเติบโตของธุรกิจศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน และที่อยู่อาศัย

เพื่อตอบรับความท้าทายดังกล่าว บริษัทฯ บริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบตามกรอบ COSO ERM 2017 และเชื่อมโยงการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการกำหนดกลยุทธ์ทางธุรกิจ พร้อมดำเนินการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนตามหลัก Double Materiality โดยพิจารณาทั้งผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่มีต่อมูลค่าและความมั่นคงทางการเงินของพอร์ตสินทรัพย์ Mixed-use (Outside-In) และผลกระทบที่องค์กรมีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Inside-Out)

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การเติบโตของภาคการท่องเที่ยว การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงความต้องการด้านคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความยั่งยืนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการพัฒนาโครงการ Mixed-use และการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในระยะยาว

ความท้าทายและความเสี่ยงสำคัญ

  • โครงสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ซับซ้อน ในการบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนคู่ค้า Tier-1 และเครือข่ายผู้เช่าร้านค้าจำนวนมาก ทำให้บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการควบคุมและกำกับดูแลมาตรฐาน ESG ตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

  • ความเสี่ยงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งครอบคลุมทั้งความเสี่ยงทางกายภาพจากภัยธรรมชาติที่ผันผวนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเตรียมบังคับใช้กฎหมายและเกณฑ์นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้องค์กรต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานเพื่อรองรับต้นทุนการดำเนินงานที่อาจสูงขึ้น

  • ภัยคุกคามทางไซเบอร์และเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เป็นความเสี่ยงจากการเร่งขับเคลื่อนองค์กรด้วยระบบดิจิทัลและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสในการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์รูปแบบใหม่ รวมถึงความเสี่ยงในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ของลูกค้าและผู้เช่าบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของบริษัทฯ

โอกาสทางธุรกิจ

  • การสร้างความยืดหยุ่นและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยการบูรณาการระบบ GRC (Governance, Risk, and Compliance) ร่วมกับแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) ที่เข้มงวด ช่วยลดความสูญเสียและจำกัดผลกระทบจากการหยุดชะงักของกระบวนการดำเนินงานหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ข้อได้เปรียบทางการแข่งขันจากความเชื่อมั่น จากการยกระดับการจัดการความเสี่ยง ESG เชิงรุกตามมาตรฐานสากล ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับในดัชนีความยั่งยืนระดับสากลและระดับประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์องค์กรและช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากผู้ลงทุนสถาบันในระยะยาว

การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดโอกาสเกิดความสูญเสีย และช่วยให้บริษัทฯ สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงที่เป็นระบบและครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรทั้งหมด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือกับความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงไป และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว บริษัทฯ ได้นำกรอบการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐาน COSO ERM 2017 มาใช้เป็นแนวทางหลักในการกำกับดูแลความเสี่ยง ซึ่งช่วยให้สามารถระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งเชื่อมโยงแนวทางการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจ

นอกจากนี้ เพื่อให้เท่าทันต่อบริบทความท้าทายใหม่ ๆ บริษัทฯ ได้ขยายขอบเขตการบริหารจัดการให้ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Risks) โดยเฉพาะการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศตามมาตรฐาน IFRS S2 เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐานและรองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ การเชื่อมโยงมิติ ESG เข้ากับกรอบการบริหารความเสี่ยงหลักขององค์กร ช่วยให้บริษัทฯ สามารถจำกัดผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล

การกำกับดูแลความเสี่ยง

บริษัทฯ กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กรและส่งเสริมวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Culture) ทั่วทั้งองค์กร โดยมีคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยง ทำหน้าที่พิจารณาและให้ข้อเสนอแนะต่อนโยบาย กลยุทธ์ และกรอบการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมทั้งรายงานเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยง ต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอ

บริษัทฯ กำหนดให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีหน้าที่ในการกำกับดูแลความเสี่ยงที่สำคัญ ผ่านหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยง ครอบคลุมทั้งระดับบริหารและระดับปฏิบัติการ ซึ่งเจ้าของความเสี่ยงมีหน้าที่ ระบุความเสี่ยงที่สำคัญ ประเมินโอกาสเกิดและผลกระทบ กำหนดแนวทางในการป้องกัน ควบคุม และ จัดการความเสี่ยงที่ส่งผลต่อเป้าหมายและการดำเนินงาน โดยคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง จะวิเคราะห์ ติดตามและกำกับดูแล ทั้งภาพรวมความเสี่ยงและความเสี่ยงสำคัญระดับต่างๆ รวมทั้งติดตามสถานการณ์ แนวโน้มสำคัญ และเหตุปัจจัยความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า วัตถุประสงค์ เป้าหมายและแผนกลยุทธ์ที่สำคัญ จะสามารถบรรลุผลตามที่กำหนดได้

โครงสร้างการกำกับดูแลความเสี่ยง ประกอบด้วย

รับผิดชอบสูงสุดในการจัดให้มี และกำกับดูแลกรอบการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ

มีกรรมการอิสระเป็นประธานกรรมการ และมีกรรมการบริษัทและกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นสมาชิก รับผิดชอบพิจารณา กำหนดและทบทวนนโยบาย โครงสร้างการบริหาร และแนวทางการบริหารความเสี่ยง ให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รายงานต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาส

มีกรรมการผู้จัดการใหญ่เป็นประธานกรรมการ และมีผู้บริหารจากแต่ละฝ่ายงานหลักเป็นสมาชิก รับผิดชอบกำหนดและกำกับดูแลให้เกิดการปฏิบัติตามนโยบายและแนวทางการบริหารความเสี่ยง ผนวกการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการดำเนินงานปกติ ให้เกิดการบริหารความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร โดยต้องรายงานการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญต่อคณะกรรมการนโยบายความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาส

ปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแล ของ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน บัญชี และ บริหารความเสี่ยง โดยมีหน้าที่ติดตาม วิเคราะห์และรายงานความเสี่ยงสำคัญต่อคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง รวมทั้ง สนับสนุนหน่วยงานเจ้าของความเสี่ยงให้สามารถระบุความเสี่ยงสำคัญ ประเมินระดับความเสี่ยง จัดทำมาตรการจัดการความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

มีความเป็นอิสระจากหน่วยงานธุรกิจ ทำหน้าที่ทวนสอบกิจกรรมสำคัญขององค์กร โดยคำนึงถึงระดับความเสี่ยงของหน่วยงานและกิจกรรมการดำเนินงาน รวมทั้งประสานงานให้นำผลการตรวจประเมินของสำนักตรวจสอบภายใน ใช้เป็นข้อมูลในการระบุ และวิเคราะห์ความเสี่ยงสำคัญของบริษัทฯ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลความเสี่ยงในระดับต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วัฒนธรรมความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กร

บริษัทฯ ส่งเสริมให้การบริหารความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรและการดำเนินงานประจำวัน โดยเชื่อมโยงเข้ากับค่านิยม

  • คิดสร้างสรรค์ ทำสิ่งดี
  • พัฒนาสิ่งใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง
  • ลูกค้าคือแรงบันดาลใจ
  • ก้าวไปด้วยกัน ผูกพันยั่งยืน
  • ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยง
  • ใช้ข้อมูลความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจและการดำเนินงาน
  • เชื่อมโยงกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน
  • ครอบคลุมตั้งแต่คณะกรรมการ ผู้บริหาร จนถึงพนักงานทุกระดับ
  • จัดอบรมและเผยแพร่ความรู้ด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
  • ใช้ระบบดิจิทัลสนับสนุนการติดตามและรายงานความเสี่ยง
  • ดำเนินงานตามแนวทาง Integrated GRC (Governance, Risk and Compliance)
  • สร้างบุคลากรที่ตระหนักรู้ด้านความเสี่ยง สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจอย่างรอบคอบ และร่วมขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
กระบวนการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ จัดให้มีกระบวนการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ผลการดำเนินงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับการวางแผนธุรกิจ การตัดสินใจลงทุน และการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน กระบวนการประกอบด้วย 4 หลักการสำคัญ ดังนี้

บริษัทฯ ระบุความเสี่ยง และปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร โดยพิจารณาทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค การแข่งขัน ความผันผวนของต้นทุน ข้อกำหนดทางกฎหมาย เทคโนโลยี ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงจากการดำเนินงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุ ผลกระทบ และสัญญาณเตือนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถระบุความเสี่ยงได้อย่างครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

บริษัทฯ ประเมินโอกาสเกิด และระดับผลกระทบของความเสี่ยงในมิติด้านการเงิน การดำเนินงาน ลูกค้า บุคลากร กฎหมาย ชื่อเสียง และความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง และกำหนดแนวทางการบริหารที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาระดับความเสี่ยงคงเหลือภายหลังมีมาตรการควบคุม รวมถึงเปรียบเทียบกับระดับความเสี่ยงที่บริษัทยอมรับได้ เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากร และการติดตามความเสี่ยงมุ่งเน้นประเด็นที่มีนัยสำคัญต่อองค์กร

บริษัทฯ กำหนดมาตรการควบคุมและแผนจัดการความเสี่ยงตามลักษณะ และระดับความเสี่ยง โดยอาจเลือกยอมรับความเสี่ยงภายใต้ระดับที่กำหนด, ลดความเสี่ยงผ่านการปรับปรุงกระบวนการหรือเพิ่มมาตรการควบคุม, ยุติกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง หรือถ่ายโอนความเสี่ยงผ่านการประกันภัย และข้อตกลงทางธุรกิจ แผนจัดการความเสี่ยงจะกำหนดผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาดำเนินการ ทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง และตัวชี้วัดสำหรับติดตามผล เพื่อให้มาตรการสามารถลดโอกาสเกิดหรือบรรเทาผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิผล

บริษัทฯ ติดตามสถานะความเสี่ยง ผลการดำเนินงานตามแผนจัดการความเสี่ยง และตัวชี้วัดความเสี่ยงสำคัญ (Key Risk Indicators: KRIs) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถรับรู้สัญญาณเตือน และดำเนินการตอบสนองได้อย่างทันท่วงที โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบรายงานความคืบหน้า ประเด็นความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลง และผลของมาตรการควบคุมต่อผู้บริหาร และคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้จะมีการทบทวนความเสี่ยง และแผนจัดการเป็นระยะ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ สภาพแวดล้อมภายนอก และทิศทางเชิงกลยุทธ์ขององค์กร

การบริหารความเสี่ยงขององค์กร

บริษัทฯ บูรณาการการบริหารความเสี่ยงร่วมกับกลยุทธ์และผลการปฏิบัติงาน ตามกรอบโครงสร้างการบริหารความเสี่ยงขององค์กร (COSO ERM Framework 2017) ภายใต้หลักการ 5 ประการที่สัมพันธ์กัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสร้างและรักษาคุณค่าเพิ่มให้แก่องค์กร ได้แก่

บริษัทฯ จัดโครงสร้าง กำหนดวัฒนธรรมที่พึงประสงค์ รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นต่อคุณค่าหลัก และการสร้างทรัพยากรบุคคลเพื่อให้บรรลุกลยุทธ์และวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ โดยมีคณะกรรมการบริษัทฯ ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและสนับสนุนผู้บริหาร

บริษัทฯ บูรณาการการบริหารความเสี่ยงเข้ากับกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ โดยวิเคราะห์บริบททางธุรกิจ ประเมินกลยุทธ์ทางเลือกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และกำหนดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

บริษัทฯ ระบุและประเมินความรุนแรงของความเสี่ยงที่อาจมีผลต่อความสำเร็จของกลยุทธ์และการบรรลุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจซึ่งจะมีการจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเลือกวิธีตอบสนองต่อความเสี่ยงที่เหมาะสม และนำวิธีตอบสนองไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาและประเมินภาพรวมความเสี่ยงขององค์กรให้ทุกระดับและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

บริษัทฯ ระบุและประเมินการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ รวมทั้งสอบทานความเสี่ยงและผลการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ ใช้ประโยชน์จากระบบสารสนเทศ เทคโนโลยี และช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมทั้งรายงานข้อมูลความเสี่ยง ข้อมูลผลการปฏิบัติงาน และรายงานผลการบริหารความเสี่ยงต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้าน ESG
  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์และภาวะวิกฤต

    บริษัทฯ นำข้อมูลเชิงสถิติมาบูรณาการร่วมกับการวิเคราะห์ความอ่อนไหว และการทดสอบภาวะวิกฤต เพื่อจำลองสถานการณ์วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อองค์กร อาทิ ความผันผวนของต้นทุนพลังงานและค่าไฟฟ้า การปรับตัวสูงขึ้นของค่าแรง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก่อให้เกิดภัยแล้งและอุทกภัย ทั้งนี้ ทั้งนี้ เพื่อประเมินผลกระทบต่อผลประกอบการทางการเงิน และใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางมาตรการบริหารจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ

  • เครื่องมือทางการเงินเพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางภูมิอากาศ (Internal Carbon Pricing: ICP)

    เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวกับภูมิอากาศ (IFRS S2) บริษัทฯ ได้นำ ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (ICP) มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินในการประเมินมูลค่าผลกระทบ ทั้งในมิติการประเมินความเสี่ยงช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) และการประเมินความคุ้มค่าสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ผลการประเมินความเสี่ยงในปัจจุบัน
หัวข้อความเสี่ยง แนวโน้มความเสี่ยง มิติที่ได้รับผลกระทบ
1. ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน
2. ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
3. ความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. ความเสี่ยงด้านบุคลากรและด้านสิทธิมนุษยชน
5. ความเสี่ยงด้านการโจมตีทางไซเบอร์
6. ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการกำกับดูแลข้อมูล
7. ความเสี่ยงด้านเครดิตจากลูกหนี้การค้า
8. ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการกำกับดูแล

แนวโน้มความเสี่ยง

เพิ่มขึ้น

ทรงตัว

ลดลง

มิติที่ได้รับผลกระทบ

สิ่งแวดล้อม

สังคม

ธรรมาภิบาล

เศรษฐกิจ

โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก ผลการประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

การวิเคราะห์ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

จากการติดตามสถานการณ์ภายนอกและแนวโน้มความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความเสี่ยงเกิดใหม่ ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหม่หรือความเสี่ยงที่กำลังพัฒนา มีระดับความไม่แน่นอนสูง และอาจมีขอบเขตผลกระทบกว้าง หากเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจในระยะกลางถึงระยะยาว ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการประเมินและติดตามความเสี่ยงประเภทนี้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร

สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสาร ผลการประเมินความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

การบริหารความเสี่ยงและผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย

กระบวนการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ ครอบคลุมการระบุและจัดการประเด็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า ดังนี้

ผู้เช่าอาคารและผู้ประกอบการร้านค้า

มุ่งเน้นการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) การบูรณาการข้อตกลงสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม และการใช้แอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในภาวะวิกฤต

ลูกค้าและผู้ใช้บริการ

การควบคุมความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยผ่านระบบหมุนเวียนอากาศ ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยี MERV 14 ควบคู่กับการรักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

การคัดเลือกและประเมินคู่ค้า ตามหลัก ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) การกำกับดูแลความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานผ่านจรรยาบรรณคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เพื่อให้แน่ใจว่าคู่ค้าดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรม และความโปร่งใส นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการ ตรวจสอบและประเมินคู่ค้าใน โครงการพัฒนา 100% พร้อมให้การอบรมแก่คู่ค้าเพื่อเสริมสร้างมาตรฐานการดำ เนินงานและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

พนักงาน

การจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการทำงานตามมาตรฐาน ISO 45001 สิทธิแรงงาน และการควบคุมความเสี่ยงด้านการคุกคามในองค์กร

ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และเจ้าหนี้

การลดความเสี่ยงทางการเงินผ่านการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานสากลที่โปร่งใส และการควบคุมอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Net D/E Ratio) ให้อยู่ในระดับที่กำหนด

ชุมชน และหน่วยงานกำกับดูแล

การปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (EIA/SIA) และการลดผลกระทบเชิงลบต่อชุมชนโดยรอบสาขา

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้เช่าอาคาร ลูกค้า โครงการที่พักอาศัย
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชน / ตัวแทนชุมชน รวมหน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ
ผู้ถือหุ้น
เจ้าหนี้