เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
0 กรณี
ในปี 2568 ไม่มีการเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา
0 กรณี
ในปี 2568 ไม่มีการบาดเจ็บขั้นรุนแรงจากการทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา
0 กรณี
ในปี 2568 ไม่มีการเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา
เป้าหมาย
0 กรณี
ภายในปี 2573 ไม่มีการเสียชีวิตจากการทำงานของพนักงานและผู้รับเหมา

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมหลายภาคส่วนและมีผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดทั้งความท้าทายและโอกาสในการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยบริษัทฯ ยึดถือว่าบุคลากรคือทรัพยากรที่สำคัญสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พนักงาน ร้านค้า ผู้รับเหมา หรือพันธมิตรทางธุรกิจทุกกลุ่ม

  • ความซับซ้อนและลักษณะเฉพาะของพื้นที่ปฏิบัติงาน ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่แตกต่างกันในแต่ละโมเดลธุรกิจ ตั้งแต่ไซต์งานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติการณ์รุนแรง ไปจนถึงพื้นที่ศูนย์การค้าและสำนักงานที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้บริการสูง

  • ห่วงโซ่คุณค่าที่กว้างและมีการเปลี่ยนแปลงสูง ก่อให้เกิดความท้าทายในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้คงที่ท่ามกลางกลุ่มผู้เช่าและผู้รับเหมาช่วงจำนวนมากที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบังคับใช้ระเบียบปฏิบัติ

  • ภัยคุกคามรูปแบบใหม่และเหตุวิกฤตไม่คาดฝัน ภาวะความเสี่ยงจากสถานการณ์วิกฤตด้านความมั่นคงในพื้นที่สาธารณะ อัคคีภัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงโรคอุบัติใหม่ที่ส่งผลโดยตรงต่อสวัสดิภาพและภาวะต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ

  • ความแม่นยำในการบริหารจัดการข้อมูลความปลอดภัย ความเสี่ยงจากข้อจำกัดในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากพื้นที่ปฏิบัติงานที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อนำมาคาดการณ์และป้องกันความเสี่ยงเชิงรุกได้อย่างทันท่วงที

  • การยกระดับสู่การเป็นองค์กรแห่งวัฒนธรรมความปลอดภัย โอกาสในการเปลี่ยนผ่านจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบ สู่การสร้างจิตสำนึกร่วมด้านความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างจุดแข็งในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

  • เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อความปลอดภัยเชิงรุก การใช้ระบบอัจฉริยะและฐานข้อมูลมาประมวลผลเพื่อระบุจุดเสี่ยงล่วงหน้า ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติการณ์และเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน

  • ความเชื่อมั่นผ่านมาตรฐานสากลและสุขภาวะที่ดี การใช้ความมุ่งมั่นด้านอาชีวอนามัยและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพพนักงาน เป็นเครื่องมือสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และยกระดับภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำในธุรกิจ

การกำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้เป็นระบบเดียวกันทั่วทั้งองค์กรจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งการสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรทางธุรกิจ

จะช่วยยกระดับแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของห่วงโซ่ธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญระดับสูงสุดกับการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ เริ่มตั้งแต่การก่อสร้างโครงการจนถึงการให้บริการลูกค้า โดยมุ่งเน้นการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

โครงสร้างการบริหารจัดการและมาตรฐานสากล

บริษัทฯ มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและสุขภาวะสู่ระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่พนักงาน ร้านค้าผู้เช่า และลูกค้า โดยมีกลไกหลักในการขับเคลื่อนดังนี้

  • ระบบบริหารจัดการความปลอดภัยบูรณาการตามมาตรฐานสากล

    โดยบูรณาการระบบการจัดการคุณภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม (QSHE) เข้ากับมาตรฐานสากล ISO 45001:2018 เพื่อเป็นแกนกลางในการควบคุมและลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุหรือโรคจากการทำงานอย่างเป็นระบบ โดยปัจจุบันได้รับการรับรองแล้วในสาขาต้นแบบและอาคารสำนักงาน พร้อมมีแผนงานเชิงรุกในการขยายผลการรับรองให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง

  • การรับรองมาตรฐานสุขอนามัยและอัจฉริยะ

    โดยยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุกผ่านการนำมาตรฐาน WELL Building Standard มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพที่ดีของผู้ที่อยู่ภายในอาคารสำนักงาน ควบคู่ไปกับมาตรฐาน WiredScore เพื่อรับประกันความมั่นคงของระบบการสื่อสารและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่สนับสนุนความปลอดภัย

  • การรับรองมาตรฐานอาคารเขียว

    โดยนำแนวทาง และขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียวทั้งในระดับประเทศและสากล อาทิ มาตรฐานประเมินอาคารเขียวไทยโดยสถาบันอาคารเขียวไทย หรือ TREES - Thailand Rating of Energy and Environmental Sustainability และ มาตรฐานรับรองอาคารสีเขียว โดย U.S. Green Building Council (USGBC) หรือ LEED - Leadership in Energy and Environmental Design เพื่อควบคุมคุณภาพสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาวะของผู้เช่าและพนักงานในระยะยาว

  • กลไกการมีส่วนร่วมผ่านคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ฯ หรือ คปอ.

    โดยแต่งตั้งคณะกรรมการฯ ทั้งในระดับสำนักงานใหญ่และสาขา ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งจากทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อร่วมกำกับดูแล เสนอแนะ และผลักดันนโยบายความปลอดภัยสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

การบริหารความเสี่ยงและมาตรการป้องกันในงานก่อสร้าง

บริษัทฯ มุ่งเน้นการบริหารจัดการความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างอย่างเข้มงวด ตั้งแต่ขั้นตอนการระบุอันตรายไปจนถึงการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรและมาตรฐานสูงสุดทางสวัสดิภาพ โดยมีแนวทางหลัก ได้แก่

บริษัทฯ จัดระดับและจำแนกความเสี่ยงออกเป็นมิติต่าง ๆ เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันที่ตรงจุด

  • ความเสี่ยงด้านกายภาพและเทคนิค: ครอบคลุมความเสี่ยงจากงานก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร การใช้งานเทคโนโลยี อุปกรณ์ เครื่องจักร ตลอดจนกระบวนการบำรุงรักษา
  • ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงานและคู่ค้า: ควบคุมความเสี่ยงที่เกิดจากการปฏิบัติงานของผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วง เพื่อให้เป็นไปตามพันธะสัญญาและมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน
  • ความเสี่ยงด้านกฎหมายและเป้าหมายองค์กร: กำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจส่งผลให้โครงการไม่บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
  • การจัดการภาวะวิกฤต: เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ ภาวะฉุกเฉิน และสถานการณ์คุกคามในทุกรูปแบบ

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอนการพัฒนาโครงการ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการปฏิบัติงานดังนี้

  • การกำกับดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ: จัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยวิชาชีพ (จป. วิชาชีพ) ในจำนวนที่เพียงพอตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัยตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ
  • แผนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุ: กำหนดให้มีการจัดทำและนำเสนอแผนการจัดการความปลอดภัยต่อวิศวกรผู้บริหารงานก่อสร้างเพื่อขออนุมัติภายใน 30 วันนับจากเริ่มงานตามสัญญา
  • การรักษาความปลอดภัย 24 ชั่วโมง: จัดวางกำลังพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำจุดตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด จนกว่าโครงการจะเสร็จสมบูรณ์
  • การตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์: กำหนดให้มีการตรวจสอบสภาพเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ทุกชนิดให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ 100% พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

บริษัทฯ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชุมชนข้างเคียง โดยมีมาตรการควบคุมมลภาวะจากการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ:

  • การควบคุมมลภาวะ 5 ด้านหลัก: เฝ้าระวังและป้องกันผลกระทบจาก ฝุ่นละออง, เสียงรบกวน, การสั่นสะเทือน, น้ำเสีย และวัสดุตกหล่น เพื่อลดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยรอบโครงการ
  • การจัดการจราจรและพื้นที่ส่วนรวม: วางแผนการจัดการจราจรและรักษาความปลอดภัยร่วมกับหน่วยงานราชการและท้องถิ่น เพื่อลดความเดือดร้อนในการเดินทางของชุมชน

เพื่อให้กลไกความปลอดภัยขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ได้กำหนดโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน ประกอบด้วย:

  • นโยบายและบุคลากร: กำหนดนโยบายอาชีวอนามัยที่ชัดเจน มีการจัดองค์กรความปลอดภัยและระบุหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม
  • การพัฒนาทักษะและการสื่อสาร: จัดให้มีการฝึกอบรมความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้อง และรณรงค์ส่งเสริมกิจกรรมด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
  • การตอบสนองต่ออุบัติการณ์: มีระบบรายงาน สอบสวน และวิเคราะห์อุบัติเหตุเพื่อหาแนวทางป้องกันซ้ำ พร้อมจัดเตรียมแผนฉุกเฉินและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นประจำไซต์งาน
  • การป้องกันโรคติดต่อตามแนวคิดการจัดการสุขภาพโลก โดยกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันโรคเขตร้อนในพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยจัดให้มีการฉีดพ่นกำจัดพาหะนำโรคทุก ๆ 2 เดือนในไซต์งานก่อสร้างทุกแห่ง
  • การเสริมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันแก่แรงงาน จัดการให้ความรู้แก่พนักงานและแรงงานจ้างเหมาช่วงเกี่ยวกับอันตรายและแนวทางป้องกันโรคไข้เลือดออกและมาลาเรีย สอดคล้องตามแนวคิดในการจัดการสุขภาพโลก เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความต่อเนื่องของโครงการ
  • แผนเผชิญเหตุโรคระบาด โดยบังคับใช้แผนบริหารจัดการกรณีเกิดโรคระบาดที่พัฒนาขึ้นจากบทเรียนวิกฤตการณ์ในอดีต เช่นช่วงการระบาดของโรคโควิด เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินและสร้างความมั่นใจในสวัสดิภาพของแรงงานท่ามกลางความไม่แน่นอนในอนาคต
การส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยและสุขอนามัยสำหรับร้านค้าผู้เช่า

บริษัทฯ ได้กำหนด คู่มือปฏิบัติงานเพื่อให้ร้านค้าใช้เป็นแนวทางมาตรฐานในการตกแต่งและดำเนินกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าร้านค้าผู้เช่ามีมาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับบริษัทฯ อาทิ

  • กำหนดการติดตั้งระบบไฟฟ้าตามมาตรฐาน วสท. (EIT) รวมถึงการติดตั้งสายดิน การจัดทำเฟสสมดุลเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร ป้องกันแรงดันไฟฟ้ากระชาก ติดตั้งระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉิน และอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนในตำแหน่งที่เหมาะสม
  • บังคับใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐาน มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. หรือสากล เช่น IEC, JIS และติดตั้งระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินและอุปกรณ์ตรวจจับความร้อนในตำแหน่งที่เหมาะสม

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดในทุกขั้นตอนการพัฒนาโครงการ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการปฏิบัติงานดังนี้

  • ดูแลสภาวะแวดล้อมในการทำงาน โดยควบคุมคุณภาพอากาศและฝุ่นละอองระหว่างการตกแต่งด้วยระบบระบายอากาศที่เหมาะสม และจำกัดเวลาสำหรับงานที่มีกลิ่นรบกวนเพื่อไม่ให้กระทบต่อสุขภาพของส่วนรวม
  • การจัดการขยะและมลพิษ โดยกำหนดแนวจัดการสิ่งปฏิกูลและการคัดแยกขยะจากการก่อสร้างเพื่อนำไปทิ้งนอกพื้นที่โครงการทุกวัน ป้องกันการสะสมของแหล่งเชื้อโรค
  • กำหนดให้จัดเตรียมพื้นที่เฉพาะสำหรับสุขอนามัยของพนักงานและผู้รับเหมา แยกเฉพาะส่วน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนในระบบสุขาภิบาลหลักของศูนย์การค้า
  • การทำงานที่เกิดความร้อน (Hot Work) กำหนดระบบใบอนุญาต (Work Permit) ล่วงหน้า และต้องมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน
  • ควบคุมสารไวไฟ และจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยประจำพื้นที่ โดยร้านค้าต้องจัดเตรียมถังดับเพลิงมาตรฐานประจำพื้นที่อย่างน้อย 2 จุด และห้ามจัดเก็บวัสดุไวไฟทุกประเภทในพื้นที่เช่าโดยเด็ดขาด
  • การอนุมัติแบบและวัสดุ โดยวิศวกรโครงการต้องตรวจสอบและอนุมัติแบบ Shop Drawing ทั้งหมด อาทิ โครงสร้าง, ไฟฟ้า, ปรับอากาศ, สุขาภิบาล ก่อนเริ่มงาน
  • การเข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน กำหนดให้พนักงานของร้านค้าทุกคนต้องแลกบัตรและติดบัตรแสดงตนตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยและการตรวจสอบ
  • การตรวจสอบหลังติดตั้ง เมื่อตกแต่งเสร็จ ร้านค้าต้องส่งมอบแบบก่อสร้างจริง และผ่านการตรวจประเมินความถูกต้องของงานระบบจากฝ่ายวิศวกรรมก่อนการเปิดให้บริการ เพื่อยืนยันความปลอดภัยในระยะยาว
มาตรฐานการปฏิบัติงาน เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อความปลอดภัย และสุขอนามัย

บริษัทฯ บูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเฝ้าระวัง การป้องกัน และการระงับเหตุในพื้นที่ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับวงจรการบริหารความเสี่ยงตั้งแต่การบ่งชี้ภัยอันตรายไปจนถึงการตรวจสอบประเมินผล ได้แก่

โดยใช้เป็นกลไกหลักในการปฏิบัติงานเพื่อประเมินสถานการณ์ความรุนแรงและระดับความเสียหาย โดยแบ่งการเฝ้าระวังเป็น 5 ระดับ (ระดับปลอดภัย-สีเขียว จนถึง ระดับรุนแรง-สีแดง) เพื่อให้ชุดปฏิบัติการสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการรักษาความปลอดภัยและตอบโต้เหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงทีตามสถานการณ์จริง

โดยยกระดับการจัดการด้วยการบันทึกสถิติอุบัติการณ์ผ่านระบบดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เช่น ระบบ Smart Property ซึ่งช่วยให้ฝ่ายบริหารสามารถติดตามกระบวนการแก้ไขเยียวยาได้อย่างแม่นยำ พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัจจัยเหตุและแนวโน้มความเสี่ยง เพื่อกำหนดแผนป้องกันเชิงรุกทั่วทั้งองค์กรและลดโอกาสการเกิดเหตุซ้ำ

โดยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบพฤติกรรมและความผิดปกติผ่านเครือข่าย CCTV ที่ติดตั้งครอบคลุมทุกโครงการ บูรณาการร่วมกับระบบจุดรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Call Point Service) ในพื้นที่ลานจอดรถ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถประสานงานและเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างรวดเร็ว

ใช้ระบบ Safety Sensors อัจฉริยะ 15 จุดบนบันไดเลื่อนในพื้นที่ส่วนกลางเพื่อหยุดการทำงานทันทีเมื่อพบสิ่งผิดปกติ ในช่วงโรคระบาด เช่น โควิด มีการติดตั้งเทคโนโลยีฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวี (UV-C) ภายในราวบันไดเลื่อน เพื่อรักษามาตรฐานสุขอนามัยและความปลอดภัยเชิงเทคนิคให้กับผู้ใช้บริการตลอดเวลาการเปิดทำการ

โดยบูรณาการเทคโนโลยีตรวจสอบป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (LPR) ร่วมกับระบบห้องควบคุมกลาง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการหมุนเวียนรถภายในโครงการ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุทางถนนแล้ว ยังช่วยลดระยะเวลาการสะสมของมลพิษจากการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ส่งผลโดยตรงต่อการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) และสร้างอากาศที่สะอาดให้กับชุมชนโดยรอบ

บริษัทฯ กำหนดมาตรการป้องกันและเตรียมความพร้อมระงับอัคคีภัยอย่างเข้มงวด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ พนักงานร้านค้า และผู้เช่า มีทักษะและความพร้อมในการเผชิญเหตุอย่างถูกต้องตามหลักสากล ดังนี้

  • การซ้อมอพยพหนีไฟประจำปี กำหนดให้ศูนย์การค้าและอาคารสำนักงานทุกแห่งต้องจัดให้มีการฝึกซ้อมดับเพลิงและซ้อมอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยจำลองสถานการณ์วิกฤตเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานและผู้เช่าร้านค้าเข้าใจเส้นทางหนีไฟ จุดรวมพล และขั้นตอนการอพยพที่ปลอดภัยสำหรับคนหมู่มาก และกลุ่มเปราะบาง
  • การฝึกอบรมดับเพลิงขั้นต้น จัดอบรมให้ความรู้แก่พนักงานและตัวแทนร้านค้าผู้เช่าเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือดับเพลิงพื้นฐาน การระงับเหตุในระยะเริ่มต้น และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสียก่อนที่หน่วยงานภายนอกจะเข้าถึงพื้นที่
  • การตรวจสอบระบบป้องกันอัคคีภัยเชิงเทคนิค ดำเนินการตรวจสอบและทดสอบประสิทธิภาพของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm), ระบบฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler), ถังดับเพลิงมือถือ และไฟส่องสว่างฉุกเฉินให้พร้อมใช้งาน 100% ตลอดเวลาการเปิดทำการ
  • การสนธิกำลังร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ในการซ้อมแผนขนาดใหญ่ บริษัทฯ มีการประสานงานร่วมกับสถานีดับเพลิงและกู้ภัยในพื้นที่ รวมถึงทีมอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เพื่อซักซ้อมการประสานงานและการเข้าพื้นที่ระงับเหตุอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศแห่งความปลอดภัยที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์อย่างทันท่วงที ผ่านการวางรากฐานด้านข้อมูลและการฝึกปฏิบัติเชิงลึก ดังนี้

  • การจัดทำคู่มือและมาตรการเผชิญเหตุวิกฤตที่ทันสมัย บริษัทฯ มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติการและมาตรการเผชิญเหตุวิกฤตที่ครอบคลุมหลากหลายรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและอัปเดตข้อมูลให้ทันต่อเหตุการณ์ ตามสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน เพื่อให้มั่นใจว่าแนวทางปฏิบัตินั้นสอดคล้องกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
  • มาตรการเผชิญเหตุการณ์ความไม่สงบ (Active Shooter Protocol) หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการจัดทำคู่มือปฏิบัติการกรณีเหตุการณ์ความไม่สงบ ภายใต้หลักการสากล "วิ่ง-ซ่อน-สู้" (Run-Hide-Fight) ซึ่งถูกออกแบบให้ครอบคลุมวงจรการบริหารจัดการวิกฤตอย่างครบถ้วน ได้แก่
    • ขั้นตอนการป้องกัน: การเฝ้าระวังและการบ่งชี้สัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุ
    • มาตรการระหว่างเกิดเหตุ: แนวทางการตัดสินใจและการปฏิบัติงานตามลำดับความสำคัญเพื่อรักษาชีวิต
    • แนวทางการฟื้นฟูเยียวยา: การดูแลสภาพจิตใจและสวัสดิภาพของผู้ได้รับผลกระทบภายหลังเหตุการณ์คลี่คลาย
  • การฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองเต็มรูปแบบ (Full-Scale Drill) เน้นการฝึกซ้อมสถานการณ์จำลองร่วมกับหน่วยงานภายนอก เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยกู้ภัย อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทดสอบความลื่นไหลของแผนงานและเพิ่มขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ในการบริหารจัดการเหตุการณ์ภายใต้สภาวะกดดัน ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดให้แก่พนักงาน ร้านค้าผู้เช่า และลูกค้าทุกคน
  • การฝึกซ้อมทักษะเฉพาะด้านเพื่อความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ยกระดับทักษะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยผ่านการฝึกอบรมร่วมกับหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญในการสังเกตการณ์ การตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย และการประสานงานในภาวะวิกฤตอย่างเป็นระบบ
  • การทดสอบระบบบัญชาการผ่านการฝึกซ้อมบนโต๊ะ (Tabletop Exercise - TTX) โดยดำเนินการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุและการสื่อสารในรูปแบบจำลองสถานการณ์ เพื่อทดสอบบทบาทหน้าที่ของผู้อำนวยการเหตุ (Incident Commander) และการประสานงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการภาวะวิกฤต (CMOC) ให้เกิดความเป็นเอกภาพในการตัดสินใจและบริหารจัดการข้อมูลยามเกิดเหตุจริง

สำหรับการจัดงานกิจกรรมทางการตลาดที่มีผู้ร่วมงานจำนวนมาก อาทิ งาน centralwOrld Bangkok Countdown บริษัทฯ ได้สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐอย่างใกล้ชิด ทั้งจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) และชุดสุนัขตำรวจ (K9) เพื่อปฏิบัติการตรวจสอบและควบคุมความปลอดภัยอย่างรัดกุม ทั้งการคัดกรองบุคคลและยานพาหนะ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้มาใช้บริการ

กำหนดเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือชีวิตให้แก่เจ้าหน้าที่และพนักงานในหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน (CPR) การใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าดูแลสวัสดิภาพของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มได้อย่างทันท่วงทีก่อนส่งต่อความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานทางการแพทย์

มาตรฐานสุขอนามัยและการคัดกรองบุคลากรเชิงรุก

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับสุขภาวะของบุคลากรตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน ตั้งแต่พนักงานประจำไปจนถึงแรงงานในกิจกรรมจ้างเหมาช่วง โดยกำหนดมาตรการคัดกรองสุขภาพที่เข้มงวด อาทิ การตรวจเอ็กซเรย์ปอดและวัณโรคสำหรับพนักงานใหม่ทุกอัตราก่อนเริ่มปฏิบัติงาน รวมถึงการจัดสรรแพ็กเกจทางเลือกในการตรวจเช็กสภาวะสุขภาพที่ครอบคลุมในการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อยกระดับสวัสดิภาพและสุขอนามัยในองค์กรอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะที่ดีของผู้ปฏิบัติงานผ่านนวัตกรรมดูแลสุขภาพ เช่น ระบบปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telehealth) เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การให้สวัสดิการพยาบาลแบบยืดหยุ่นในการเลือกฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ เพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานสุขอนามัยที่เข้มงวดในสถานที่ทำงานเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

ผู้ประกอบการร้านค้า ผู้เช่าอาคาร ลูกค้าโครงการที่พักอาศัย
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชน / ตัวแทนชุมชน รวมหน่วยงานกำกับ ภาครัฐ ภาคการศึกษา องค์กรอิสระ