การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย

ผลการดำเนินงาน
เป้าหมาย
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจภายใต้การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนสูง จากความหลากหลายของกลุ่มคู่ค้า ผู้รับเหมา และซัพพลายเออร์ เพื่อให้สอดคล้องตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล บริษัทฯ จึงได้วิเคราะห์ประเด็นสำคัญในมิติผลกระทบ ความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจ (IRO) ตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างรอบด้าน ดังนี้
- กระบวนการดำเนินงานของคู่ค้าและผู้รับเหมาช่วง ทั้งในพื้นที่หน้าไซต์งานก่อสร้างและพื้นที่ปฏิบัติการ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ส่งผลกระทบเชิงระบบ ต่อมาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิทธิมนุษยชนของแรงงาน ตลอดจนระบบนิเวศและชุมชนโดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความล้มเหลวในการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อนนี้ ไม่เพียงแต่นำไปสู่ความเสี่ยงด้านการหยุดชะงักทางธุรกิจ หรือความล่าช้าในการส่งมอบโครงการเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสี่ยงขั้นรุนแรงด้านกฎหมายและการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์องค์กร หากเกิดประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ การขาดมาตรการควบคุมมลพิษและการจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณคาร์บอนแฝง ของอาคาร และเพิ่มต้นทุนแฝงในการบริหารจัดการของเสียตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญในการประเมินความยั่งยืนขององค์กรในระดับสากล หรือการขาดกลไกรับเรื่องร้องเรียนหรือการแจ้งเบาะแส ที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยสำหรับคู่ค้าและแรงงานหน้างาน นับเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้องค์กรขาดระบบเตือนภัยล่วงหน้า ในการรับรู้ถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชันหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ข้อพิพาทลุกลามจนกลายเป็นความเสี่ยงขั้นรุนแรงด้านกฎหมาย และการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์องค์กรในระยะยาว
- การยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่การเป็นพันธมิตรเพื่อความยั่งยืน ร่วมกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์หลักในระยะยาว โอกาสสำคัญนี้ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนานวัตกรรมร่วม เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานที่หลีกเลี่ยงได้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนตลอดวัฏจักรชีวิตของอาคาร ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความพร้อมในการรองรับเกณฑ์มาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล นอกจากนี้ การผสานพันธมิตรเชิงระบบยังเป็นโอกาสในการร่วมสร้างตัวแบบธุรกิจสีเขียวรูปแบบใหม่ ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ และแปรเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืนให้กลายเป็นกลไกสร้างรายได้ทางตรงและทางอ้อม ให้แก่ระบบนิเวศทางธุรกิจรวม ในขณะเดียวกัน การสนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของคู่ค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ผ่านเครื่องมือและนวัตกรรมทางการเงิน ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ เพื่อลดความผันผวนในห่วงโซ่คุณค่า และยกระดับความเชื่อมั่นรวมถึงมูลค่าทางสังคมที่ส่งมอบให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน
แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานภายใต้แนวคิด "การบริหารความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่คุณค่า" โดยผสานมิติด้านความยั่งยืน (ESG) เข้ากับกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นระบบ ตลอดกระบวนการดำเนินธุรกิจ อ้างอิงตามกรอบสากล GRI 308 / 414 และ IFRS S2 เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส ยกระดับมาตรฐานคู่ค้า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
1. นโยบายและโครงสร้างการกำกับดูแลคู่ค้า
บริษัทฯ ประกาศใช้ จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า ครอบคลุมเรื่องสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสอดคล้องตามกฎหมายและมาตรฐานสากล เช่น United Nations Global Compact (UNGC), Universal Declaration of Human Rights (UDHR) และมาตรฐานของ International Labour Organization (ILO) นโยบายและแนวปฏิบัติดังกล่าวถูกขับเคลื่อนและกำกับดูแลเชิงรุกผ่าน คณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกับคณะกรรมการความเสี่ยง เพื่อส่งผ่านจรรยาบรรณธุรกิจสีเขียวจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติการข้ามสายงานอย่างโปร่งใส
2. กระบวนการตรวจสอบ และการบริหารความเสี่ยงคู่ค้า ในห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทฯ แบ่งการบริหารห่วงโซ่อุปทานออกเป็น 3 ส่วน โดยพิจารณาจากความเสี่ยงของกระบวนการในห่วงโซ่คุณค่าที่จะส่งผลต่อการได้มาซึ่งรายได้ของบริษัทฯ กระบวนการที่จะอาจส่งผลให้ธุรกิจหยุดชะงักงัน และประเภทธุรกิจ เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ซึ่งประกอบด้วย 1) การบริหารห่วงโซ่อุปทานงานพัฒนาธุรกิจและก่อสร้างศูนย์การค้า และอาคารอื่น ๆ (ยกเว้นธุรกิจที่อยู่อาศัย) 2) การบริหารห่วงโซ่อุปทานงานพัฒนาธุรกิจและก่อสร้างธุรกิจที่อยู่อาศัย 3) การบริหารห่วงโซ่อุปทานงานการบริหารโครงการ การตลาด และงานการบริหารองค์กรหรือจัดซื้อส่วนกลาง โดยมีกระบวนการระบุและประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ดังนี้
- บริษัทฯ บูรณาการแพลตฟอร์มดิจิทัล Procurement Plus มาใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ในการคัดกรองคู่ค้าด้าน ESG ตั้งแต่ขั้นตอนแรก คู่ค้ารายใหม่ทำการประเมินตนเองด้านความยั่งยืนออนไลน์ 100% ควบคู่กับการตรวจสอบคุณสมบัติเบื้องต้น (Prequalification) ด้านเทคนิค นวัตกรรม ความมั่นคงทางการเงิน และมาตรฐานความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในกลุ่มคู่ค้างานพัฒนาธุรกิจและก่อสร้างศูนย์การค้า และอาคารอื่น ๆ
- บริษัทฯ ดำเนินกระบวนการคัดเลือกคู่ค้าอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และไม่ผูกขาด โดยบริหารจัดการผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ (1) การประมูลแบบเปิดซองสอบราคาและระบบ e-Auction สำหรับงานมูลค่าสูง (2) การเปรียบเทียบคู่ค้าอย่างน้อย 3 ราย โดยจะแยกการพิจารณาศักยภาพด้านเทคนิคและความคุ้มค่าของราคาออกจากกันอย่างชัดเจน และ (3) ระบบฐานข้อมูลทะเบียนสินค้าล่วงหน้า (e-Catalog) ที่ผ่านการประเมินผลสัมฤทธิ์รายปีแล้ว เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน
- เกณฑ์การตัดสินใจและน้ำหนักคะแนน ESG โดยพิจารณาบนหลักการ คุณภาพดี ราคาดี บริการดี เงื่อนไขถูกต้อง ปริมาณถูกต้อง เวลาถูกต้อง แหล่งผลิตถูกต้อง และส่งสถานที่ถูกต้อง ควบคู่กับการจำกัดปริมาณงานต่อคู่ค้าหนึ่งรายเพื่อกระจายความเสี่ยง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้บูรณาการคะแนนการประเมินตนเองด้านความยั่งยืน เข้ามาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจหลัก โดยคิดเป็นสัดส่วนน้ำหนักคะแนนตั้งแต่ร้อยละ 30 ถึง 100 ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและบริการ รวมถึงการให้คะแนนพิเศษสำหรับคู่ค้าที่ใช้วัสดุก่อสร้างที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (EPD) เพื่อร่วมลดคาร์บอนแฝง ในโครงการก่อสร้างใหม่
- คู่ค้าทุกรายที่ผ่านกระบวนการคัดกรองและคัดเลือก จะต้องลงนามรับรองและปฏิบัติตาม จรรยาบรรณสำหรับคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อยอมรับข้อตกลงและหลักเกณฑ์ด้านความยั่งยืนของบริษัทฯ ก่อนที่จะได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ
- บริษัทฯ ใช้ขั้นตอนนี้สร้างพันธมิตรความยั่งยืน ร่วมกับคู่ค้าหลัก เพื่อส่งเสริม ความร่วมมือเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนและขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวผ่านข้อมูลฉลากสิ่งแวดล้อม (EPD) หรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถติดตามและวางแผนลดก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ได้ดีขึ้นบนพื้นฐานข้อมูลจริง โดยไม่ลดทอนความคล่องตัวในห่วงโซ่อุปทาน
เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ บริษัทฯ ได้จัดกลุ่มคู่ค้าที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ตามกรอบ GRI และ IFRS ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- คู่ค้าสำคัญทางตรง: พิจารณาจากคู่ค้าที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างสูงจากการวิเคราะห์ค่าใช้จ่าย มีเสถียรภาพทางการเงินมั่นคง เป็นกลุ่มสินค้าหรือบริการที่บริษัทฯ ต้องพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์เนื่องจากมีผู้เล่นน้อยรายในตลาด หรือมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความต่อเนื่องของธุรกิจและการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต
- คู่ค้าสำคัญทางอ้อม: หมายถึง คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานชั้นรอง (Tier 2+) ที่ไม่ได้ทำสัญญากับบริษัทฯ โดยตรง แต่เป็นผู้ส่งมอบวัตถุดิบหรือบริการให้แก่คู่ค้า Tier 1 โดยบริษัทฯ จะคัดเลือกและระบุตัวตนกลุ่มนี้จาก กลุ่มที่มีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงหรือโอกาสด้าน ESG สูง เพื่อขยายผลการกำกับดูแลให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า
บริษัทฯ นำรายชื่อคู่ค้าสำคัญทางตรง มาผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความยั่งยืนเพิ่มเติม เพื่อคัดกรองและระบุกลุ่ม "คู่ค้าที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบเชิงลบต่อ ESG สูง" โดยพิจารณาจากปัจจัยเสี่ยงสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่
- มิติความเสี่ยงเฉพาะของอุตสาหกรรมและพฤติกรรม โดยพิจารณาจากคู่ค้าที่มีลักษณะการดำเนินงานที่มีแนวโน้มเกิดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสูงตามลักษณะธุรกิจ เช่น การใช้แรงงานเข้มข้นหน้างานก่อสร้าง หรือกระบวนการจัดหาวัตถุดิบต้นน้ำที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง
- มิติเสถียรภาพทางสัญญาและการพึ่งพา โดยพิจารณาจากคู่ค้าที่มีระยะเวลาผูกพันตามสัญญาระหว่างกันยาวเกิน 1 ปี ซึ่งหากเกิดการหยุดชะงักงันหรือการประพฤติผิดจรรยาบรรณจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทางธุรกิจสูง
- มิติศักยภาพและความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน โดยประเมินจากคู่ค้าที่ยังขาดนโยบายด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือยังไม่มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ชัดเจน
สำหรับคู่ค้าสำคัญทางอ้อม หรือห่วงโซ่อุปทานชั้นรอง บริษัทฯ ใช้กระบวนการสแกนความเสี่ยง ในกลุ่มวัตถุดิบต้นน้ำที่มีคาร์บอนแฝงสูง ควบคู่กับแนวทางส่งต่อความรับผิดชอบผ่านคู่ค้าทางตรง ให้คู่ค้าหลักร่วมกำกับดูแลซัพพลายเออร์ของตนเอง
- บริษัทฯ ดำเนินการประเมินตรวจรับสินค้าและบริการกับคู่ค้าทุกรายในทุกครั้งที่รับสินค้าและบริการโดยต้นสังกัดที่ทำการจัดซื้อ/จัดจ้าง โดยสแกนคิวอาร์โค้ดในทุกรายการที่ดำเนินการสั่งซื้อผ่านทางระบบจัดซื้อ/จัดจ้างของบริษัทฯ (สำหรับรายการจัดซื้อผ่านส่วนกลาง) เพื่อบันทึกสถิติและประเมินผลสัมฤทธิผลในเบื้องต้น
- คู่ค้าสำคัญทางตรง และคู่ค้าสำคัญทางอ้อม จะต้องรับการประเมินเชิงวิเคราะห์เอกสาร หรือแสดงข้อมูลด้านความยั่งยืนบางรายการตามการร้องขอจากหน่วยงานจัดซื้อกลางและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- คู่ค้าสำคัญทางตรงที่ถูกประเมินว่ามีความเสี่ยงสูง จะถูกตรวจประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงานเป็นรายสัปดาห์หรือตามระยะเวลาที่กำหนดโดยหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรง และสุ่มตรวจหน้างานโดยผู้บริหารระดับสูงของสายงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมกระบวนการก่อสร้าง การผลิต การให้บริการ แนวทางการปฏิบัติการของคู่ค้าในด้านความเป็นธรรม ความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน ทั้งนี้การตรวจประเมินจะยึดตามหลักกฎหมาย กฎระเบียบบังคับของบริษัทฯ แนวทางปฎิบัติตามจรรยาบรรณคู่ค้า และระเบียบในการส่งมอบงานตามแนวทางความยั่งยืน ได้แก่ สุขอนามัยและความปลอดภัย สิทธิมนุษยชน การจัดการขยะก่อสร้าง และการจัดการข้อร้องเรียน
- คู่ค้าสำคัญทางตรงในกลุ่มเฉพาะ จะได้รับการตรวจประเมินเฉพาะด้านโดยหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญภายนอก อาทิ ด้านความปลอดภัย ด้านการจราจร ด้านผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ และมาตรฐานอาคารเขียว โดยยึดตามแนวทางมาตรฐานระดับสากลและตามจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัทฯ
- คู่ค้าสำคัญทางตรงบางราย จะได้รับการประเมินเชิงลึกด้วยข้อมูลปฐมภูมิ ในสถานประกอบการของคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงในการส่งมอบสินค้าหรือบริการ รวมไปถึงพิจารณาศักยภาพในการต่อยอดและความพร้อมในการเข้าสู่การพัฒนาคู่ค้าต่อไป
- บริษัทฯ กำหนดให้คู่ค้าต้องมีการจัดทำ แผนปฏิบัติการแก้ไข (Corrective Action Plan) เพื่อปรับปรุงประเด็นที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด และต้องดำเนินการแก้ไขจนกว่าจะได้รับการทวนสอบและยืนยันผลสัมฤทธิ์ หากคู่ค้าละเลยหรือไม่ดำเนินการตามแผนงานจะส่งผลกระทบต่อคะแนนการประเมินเพื่อคงสถานะการเป็นคู่ค้าของบริษัทฯ ในปีถัดไป
- บริษัทฯ มีการกำหนด มาตรการลงโทษอย่างชัดเจน หากคู่ค้าละเลยหรือฝ่าฝืนข้อตกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติความปลอดภัย ซึ่งจะยึดตามแนวทางปฏิบัติและเกณฑ์การตัดคะแนนที่ระบุไว้ใน แบบประเมินผลและกฎระเบียบด้านความปลอดภัย
- คู่ค้าสำคัญทางตรง ผ่านกระบวนการประเมินเชิงวิเคราะห์เอกสาร หรือการตรวจประเมิน ณ สถานที่ปฏิบัติงาน จะได้รับการพิจารณาเปรียบเทียบศักยภาพกับคู่ค้ารายอื่นๆ ในหมวดสินค้าและบริการประเภทเดียวกัน เพื่อต่อยอดความร่วมมือและยกระดับจากคู่ค้าสู่การเป็นพันธมิตรทางการค้าในระยะยาว โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมุ่งเน้นเพิ่มขีดความสามารถ ขยายขีดศักยภาพ และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมร่วมกันตามความจำเป็นและระดับความพร้อมของคู่ค้าแต่ละรายอย่างเป็นรูปธรรม
- คู่ค้าที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณคู่ค้าของบริษัทฯ หรือไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขและไม่ผ่านการตรวจประเมิน จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาขึ้นบัญชีดำผู้ขายและผู้รับจ้าง โดยจะคงสถานะดังกล่าวจนกว่าคู่ค้าจะสามารถดำเนินการตามแผนแก้ไขได้สำเร็จ พร้อมทั้งผ่านการประเมินทวนสอบโดยหน่วยงานต้นสังกัด และได้รับการอนุมัติปลดล็อกบัญชีดำจากคณะกรรมการฯ ตามระเบียบที่บริษัทฯ กำหนด
- บริษัทฯ จัดให้มีการทบทวนทะเบียนรายชื่อและบัญชีคู่ค้าตามรอบที่กำหนดในแต่ละส่วนงาน ควบคู่กับการพิจารณาคงสถานะคู่ค้าเป็นประจำทุกปี ตามนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กร
การตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ
บริษัทฯ บูรณาการกระบวนการ "การตรวจสอบสถานะทางธุรกิจ" เข้ามาเป็นกลไกควบคุมเสริมเชิงรุก ระหว่างขั้นตอนที่ 1 (การคัดกรอง) และขั้นตอนที่ 2 (การคัดเลือก) โดยมุ่งเน้นการตรวจคัดกรองเชิงลึกเฉพาะกลุ่มคู่ค้ารายใหม่ที่มีนัยสำคัญเชิงกลยุทธ์และมีมูลค่าสูง เพื่อยกระดับความเข้มงวดในการบริหารความเสี่ยง ควบคู่กับการรักษาความคล่องตัวในระบบปฏิบัติการภาพรวม ผ่านการวิเคราะห์ครอบคลุมปัจจัย 3 ด้าน ดังนี้
- เสถียรภาพและความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยประเมินความมั่นคงทางการเงิน ชื่อเสียงความน่าเชื่อถือ ตลอดจนขีดความสามารถและศักยภาพทางเทคนิคในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
- การประเมินความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยตรวจสอบความเสี่ยงเฉพาะของประเทศ ความเสี่ยงในกลุ่มอุตสาหกรรม ตลอดจนความเสี่ยงเชิงคุณภาพและการส่งมอบงาน
- ความสอดคล้องตามมาตรฐานความยั่งยืน โดยตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลอย่างรอบด้าน เพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงขั้นรุนแรงด้านกฎหมายและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น แรงงานบังคับ พร้อมตรวจสอบความสอดคล้องของนโยบายความยั่งยืนของคู่ค้าให้สอดรับกับเป้าหมาย Net Zero ขององค์กร ก่อนพิจารณาอนุมัติขึ้นทะเบียนคู่ค้าอย่างเป็นทางการ
การปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการบริหารต้นทุน
วัตถุประสงค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน คือ การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง และยกระดับความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยขยายผลการลดค่าใช้จ่ายไปสู่ผู้เช่า ตลอดจนสร้างประสบการณ์ที่ดีเพื่อเพิ่มความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ได้ขับเคลื่อนกระบวนการผ่าน 4 เสากลยุทธ์หลักการบริหารต้นทุนและผลิตภาพ ประกอบด้วย
การพัฒนาและสนับสนุนคู่ค้าสู่พันธมิตรทางธุรกิจ
บริษัทฯ นำผลสัมฤทธิ์บางรายการจาก 4 เสากลยุทธ์การบริหารต้นทุนและผลิตภาพ มาร่วมวิเคราะห์กับผลการประเมินศักยภาพและความพร้อมของคู่ค้าสำคัญทางตรง เพื่อพัฒนาแผนงานยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าอย่างเป็นระบบ มุ่งลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน ตลอดจนผลักดันคู่ค้าสู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัดได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ มาร่วมพัฒนาแผนกลยุทธ์จัดซื้อจัดจ้างสีเขียว โดยผนวกแนวทางการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ และหลักสิทธิมนุษยชนเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหน้างานได้อย่างทันท่วงที และต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าร่วมกันแก่สังคมในวงกว้าง
ปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการร่วมกับคู่ค้าและพัฒนาต่อยอดเป็นมาตรฐานการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรมในมิติต่าง ๆ อาทิ
-
การขับเคลื่อนนวัตกรรมการก่อสร้างและเทคโนโลยีดิจิทัล
- Information Modeling (BIM) นำระบบแบบจำลองเสมือนของอาคารในรูปแบบดิจิทัลมาใช้ในงานออกแบบโครงสร้างใต้ดิน การบริหารจัดการอาคารสถานที่ และการจัดวางพื้นที่ร้านค้าปลีก
- Construction Online Program นำโปรแกรมดิจิทัลมาใช้บริหารจัดการและอนุมัติการแก้ไขงานหน้างานทั้งหมด สามารถลดการใช้กระดาษลงได้ร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับระบบเดิม
-
การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการสิ่งแวดล้อมในไซต์งาน
- Recycled Concrete Aggregate (RCA) นำเศษเสาเข็มที่ตัดทิ้งจากการก่อสร้างมาแปรรูปเป็นวัสดุคอนกรีตรีไซเคิล เพื่อใช้ทดแทนหินคลุกในการปูถนนชั่วคราวและวัสดุรองทาง
- ขยะไซต์งานสร้างมูลค่ากลับคืนสู่สังคม จัดระบบคัดแยกและแปรรูปขยะในไซต์งานก่อสร้าง อาทิ การทำน้ำหมักชีวภาพแจกจ่ายชุมชน การนำเศษอาหารไปเลี้ยงไส้เดือนดิน และการหมักปุ๋ยอินทรีย์ โดยรายได้จากการจำหน่ายปุ๋ยจะนำมาหมุนเวียนจัดซื้ออาหารและเครื่องเขียนให้แก่เด็กในชุมชนรอบข้างและบุคลากรในไซต์งาน
- การหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) หมุนเวียนนำผนังกั้นชั่วคราวและหลังคาเมทัลชีทกลับมาใช้ซ้ำ, บริหารจัดการนำดินที่เหลือจากการขุดเปิดหน้าดินไปถมในพื้นที่โครงการอื่น ๆ ภายในเครือฯ ที่เหมาะสม และหมุนเวียนใช้ตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 40 ตู้ เพื่อดัดแปลงเป็นสำนักงานสนามชั่วคราวและบ้านพักคนงาน
-
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- Solar Carport & Lighting ติดตั้งหลังคาที่จอดรถพลังงานแสงอาทิตย์ (ทั้งรูปแบบหลังคาอาคารและหลังคาคลุมเฉพาะช่องจอด) ควบคู่กับการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างพลังงานแสงอาทิตย์ คิดเป็นร้อยละ 50 ของระบบไฟส่องสว่างถนนรอบโครงการทั้งหมด
-
การยกระดับมาตรฐานงานบริการและความปลอดภัย
- Service with the Heart จัดอบรมมาตรฐานระบบการให้บริการตามปรัชญาการทำงานด้วยใจ ให้แก่บุคลากรของผู้รับเหมาช่วงในกลุ่มงานรักษาความสะอาดและงานรักษาความปลอดภัย เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและสิทธิมนุษยชนในการทำงานร่วมกันอย่างเท่าเทียม
การขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
บริษัทฯ บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและแพลตฟอร์มระบบงานที่เชื่อมโยงกันเข้ามาเป็นกลไกสำคัญ เพื่อยกระดับกระบวนการบริหารจัดการคู่ค้า ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง ผ่าน 2 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่
-
Procurement Plus
ทำหน้าที่เป็นระบบส่วนกลางในการจัดซื้อจัดจ้างและการคัดกรองคู่ค้าด้าน ESG ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรองคู่ค้ารายใหม่ โดยเชื่อมโยงข้อมูลมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อระบุกลุ่มคู่ค้าสำคัญทางตรง และเปิดโอกาสให้หน่วยงานหน้างาน ร่วมประเมินผลการทำงานของคู่ค้าแบบ Real-time
-
Vendor Portal
ทำหน้าที่เป็นระบบศูนย์กลางในการจัดการฐานข้อมูลและการสื่อสารกับคู่ค้าอย่างเป็นระบบ ช่วยลดขั้นตอนการบริหารจัดการเอกสารที่ซับซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับการติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้บริษัทฯ สามารถประเมินสถานะและแนวโน้มความเสี่ยงของคู่ค้าได้อย่างชัดเจน ตลอดจนช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานเชิงรุกก่อนส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ Vendor Portal



